ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/252203
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เดินทางลงลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ใน จ.นครศรีธรรมชาติ และ จ.ตรัง เพื่อรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำ และการให้ความช่วยเหลือที่ องค์การบริหารส่วนตำบลช้างซ้าย อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช ก่อนเดินทางต่อไปยังบ้านชะเมา หมู่ 6 ต.ท่าเรือ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อพบปะเกษตรกรเลี้ยงโค และสวนยางพารา เพื่อมอบถุงยังชีพและเสบียงสัตว์ จากนั้นคณะได้เดินทางต่อไปยังศาลากลางจังหวัดตรัง เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปการบริหารจัดการน้ำท่วม และการก่อสร้างระบบผันน้ำเลี่ยงเมือง และตรวจเยี่ยมจุดก่อสร้างระบบผันน้ำเลี่ยงเมืองของ จ.ตรัง
พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวด้วยว่า ในพื้นที่ภาคใต้ขณะนี้มีสถานการณ์หนักที่สุด คือ จ.นครศรีธรรมราช เนื่องจากฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน มี 2 พื้นที่ คือ อ.เมือง ซึ่งน้ำมาจากเทือกเขาหลวง ไหลผ่านคลองท่าดี ลงทะเลแต่คลองเล็กระบายไม่ทัน ส่วนอีก
พื้นที่ คือ ลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งครอบคลุมหลายอำเภอ มีมวลน้ำรอการระบาย ประมาณ 800 ล้าน ลบ.ม. จึงสั่งการให้กรมชลประทานประสานกับจังหวัดติดตั้งและดูแลเรื่องไฟฟ้าในการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 3 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลให้แล้วเสร็จภายใน 7-10 วัน ก่อนที่ฝนรอบใหม่ที่คาดการณ์จะมาในช่วงวันที่ 20 ม.ค.นี้
“มาตรการเร่งด่วนขณะนี้ คือ เร่งระบายน้ำให้เร็วที่สุด โดยเพิ่มเติมจุดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อระบายออกทะเลให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกัน ต้องพิจารณาเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งด้วย พร้อมทั้งจัดทำแผนระยะกลางและระยะยาวในการแก้ปัญหา เช่น การผันน้ำเลี่ยงเมือง ซึ่งเริ่มทำแล้วที่หาดใหญ่ และ ตรัง กำลังจะดำเนินการที่นครศรีธรรมราช ในส่วนลุ่มน้ำปากพนัง บางส่วนได้ทำแล้วมีแผนแล้ว 3 แห่ง ยังขาดอีก 1 แห่ง เนื่องจากติดปัญหาที่ดิน ดังนั้น ทางจังหวัดต้องช่วยเจรจากับประชาชนในพื้นที่ และพิจารณาจัดทำคลองระบายน้ำเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำทั้งหน้าฝนและหน้าแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ” พลเอกฉัตรชัย กล่าว
ขณะที่มาตรการช่วยเหลือทั้งระยะเร่งด่วนเฉพาะหน้า และการฟื้นฟู เยียวยานั้น ได้ออกคำสั่งแต่งตั้งผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ 11 ท่านประจำในพื้นที่ภาคใต้ 11 จังหวัดเพื่อบูรณาการทำงานกับจังหวัดในการจัดทำแผนฟื้นฟูเยียวยาเกษตรกรให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ซึ่งเบื้องต้นขณะนี้ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์เพิ่มทีมเฉพาะกิจจากส่วนกลางกว่า 200 นาย ลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือให้สัตว์กลับที่โดยเร็ว และแนะนำการทำคอกสัตว์ให้ปลอดเชื้อ ป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำท่วมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดด้วยในส่วนของพืชให้หน่วยในกระทรวงเกษตรฯ จะเข้าไปดูผลกระทบของพืชโดยเฉพาะพืชสวน เช่น ปาล์ม ยาง ในพื้นที่น้ำท่วม แนะนำเกษตรกร วางแผนการฟื้นฟู รวมทั้งบางพื้นที่อาจจะต้องวางแผนการปรับเปลี่ยนการทำการเกษตร วงรอบการเพาะปลูก การเร่งรัดเบิกจ่ายเงินตามระเบียบทางราชการต่างๆ จะต้องดำเนินการโดยเร็ว
ด้าน ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.)เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เปิดบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชื่อบัญชี “มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ช่วยเอื้อเพื่อชาวใต้” เลขที่บัญชี 069-2-60966-2 เพื่อรับบริจาคเงินจากผู้มีจิตศรัทธาและประชาชนทั่วไปนำไปช่วยเหลือประชาชนในจังหวัดภาคใต้
นอกจากนี้ สภานิสิต องค์การบริการองค์การนิสิต และกองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยังได้เปิดรับบริจาคสิ่งของ เครื่องอุปโภคและบริโภค เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยผู้มีจิตศรัทธาสามารถนำมาบริจาคได้ที่ อาคารเทพศาสตร์สถิตย์ เวลา 09.00-18.00 ทุกวัน
ดร.จงรัก กล่าวด้วยว่า สำหรับความช่วยเหลืออื่นๆ มหาวิทยาลัยได้อนุมัติให้ความช่วยเหลือนิสิตที่ประสบภัยพิบัติเป็นค่าครองชีพเดือนละ 3,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน โดยนิสิตจะต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่รัฐบาลประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ และเกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของบิดามารดาหรือผู้มีรายได้หลักเลี้ยงดูครอบครัว ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในการศึกษา และการดำรงชีพของนิสิต โดยนิสิตที่ต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่อและยื่นคำร้องได้ที่ ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองกิจการนิสิต ชั้น 1 อาคารระพี สาคริก