ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/253944

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.
หลังจาก “สับขาหลอก” ชาวบ้านมาหลายเดือน ในที่สุดรัฐบาล…ไม่ใช่สิ ที่จริงต้องเป็น “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คนเดียวต่างหาก เพราะสามารถสั่งซ้ายหันขวาหันในรัฐบาลได้ทั้งหมด ก็เปิดหน้าไพ่หงาย “ธาตุแท้” ของตัวเองออกมาให้เห็นเกี่ยวกับปัญหาโครงการก่อสร้าง “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” ในภาคใต้
เพราะฟังจากน้ำเสียง “เสธ.ไก่อู” พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา ก็คงไม่แคล้วว่า ในที่สุด “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” ที่ชาวบ้านชาวช่องทั้งหลายกำลังคัดค้านไม่เห็นด้วยอยู่ในขณะนี้ เตรียมได้แจ้งเกิดในไม่ช้านี้แน่ๆ
พล.ท.สรรเสริญแกบอกว่า ระหว่างการประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ ได้ประกาศว่าโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาและโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ จะต้องมีความชัดเจนภายใน 1 เดือนนี้ โดยจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อพิจารณาเดินหน้าโครงการดังกล่าว ก่อนนำเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณา
“นายกรัฐมนตรีกำชับว่า ปัจจุบันสถานการณ์และเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป ปัญหาข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมที่มีข้อกังวลกันในอดีตสามารถแก้ไขได้ รวมถึงการสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานในภาคใต้มีความจำเป็นในทุกๆด้าน เช่น พลังงานชีวมวล ลม แสงแดด น้ำมัน ก๊าซ หรือ ถ่านหิน ดังนั้นจะต้องมีการกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า หรือ พีดีพี ที่กำหนดไว้ชัดเจนว่าต้องมีการกระจายความเสี่ยงในการใช้พลังงาน ไม่ควรพึ่งพาพลังงานก๊าซในสัดส่วนที่มากเกินไป”
ส่วนกรณีที่มีภาคประชาชน กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน และกลุ่มสิทธิมนุษยชนที่พากันออกมาคัดค้าน เนื่องจากกังวลถึงผลกระทบหลายๆ เรื่องที่จะตามมานั้น ตามน้ำเสียงของ “เสธ.ไก่อู” ที่อ้างคำพูดของนายกฯ แกบอกว่า คนพวกนี้เป็นแค่เพียง “เสียงส่วนน้อย” โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ความจริงแล้วประชาชน “ส่วนใหญ่” ในพื้นที่ ต้องการเห็นการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจทั้งการใช้พลังงานภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม ในด้านภาคการผลิตและการบริการที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จึงไม่สามารถที่จะจำกัดการใช้พลังงานได้ จำเป็นต้องเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าเพื่อรักษาเสถียรภาพและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
ดังนั้นโครงการนี้จะต้องมีการเดินหน้า!!
มาถึงขั้นนี้แล้ว ผมคงไม่มีอะไรจะไปเถียงหรือคัดง้างกับรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป เพราะเข้าใจว่าที่ผ่านมา ชาวบ้านทั้งในกระบี่และเทพา รวมถึงภาคประชาชน นักวิชาการ และองค์กรพัฒนาเอกชน จำนวนมาก ก็ผลัดกันออกมาแสดงจุดยืนและพยายามให้ข้อมูลกับ พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับรู้ถึงผลดีผลเสียของการตะแบงสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่มามากจนไม่รู้จะมากยังไงแล้ว
ในเมื่อมีธงว่าจะเอาให้ได้
และในเมื่อคิดว่าคนเหล่านี้เป็นแค่ “เสียงส่วนน้อย”
ก็เอาเลยครับ ประกาศออกมาเลย จะได้รู้กันไปว่าแท้ที่จริงรัฐบาลและคสช.เคยเห็นหัวชาวบ้านกันบ้างหรือไม่