การดูแลและสังเกตอาการของปลา (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/254335

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สวัสดีครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราได้เข้าใจถึงลักษณะของปลาที่แข็งแรงกันไปแล้วนะครับ วันนี้เรามารู้จักวิธีการสังเกตลักษณะของปลาที่ป่วยและวิธีการปฐมพยาบาลกัน

ลักษณะของปลาที่เริ่มมีอาการป่วยหรือผิดปกติ มักมีอาการดังนี้

1.ด้านกายภาพ จะสังเกตเห็นว่าปลาจะตัวผอม ท้องยุบ สันหลังแฟบแบน ครีบลู่หรือกางสลับลู่ อาจมีการฉีกแหว่งหรือกร่อน หรือมีลักษณะของการตกเลือด มีจ้ำเลือดที่ลำตัว ท้องบวมโตซึ่งบริเวณที่เป็นกระเพาะอาหารหรือถุงลม

2.ตาขุ่น กระจกตาโปน เลนส์ตาที่ควรจะดำมันกลายเป็นฝ้า

3.ปลาจำพวกที่มีเกล็ด จะพบว่าเกล็ดขาดความเงางาม ด้านมีจุดกระสีดำขึ้นกระจาย มีจุดขาวขึ้นกระจาย ผิวหนังถูกปกคลุมด้วยเมือกขาวขุ่น (ดูคล้ายๆ ปลาส้มแสนอร่อยที่เป็นอาหารของคนเรา)อาจมีจุดหรือจ้ำสีแดงอันเกิดจากพยาธิภายนอก

4.สีสันลวดลายซีดหาย เลอะเลือน จากแต่เดิมที่เคยขึ้นชัดเจน สดและคม

5.การว่ายน้ำเป็นไปในแบบไร้ทิศทาง สะเปะสะปะ หรือพยายามว่ายไปหลบซุกตามมุมตู้ บางตัวอาจนอนนิ่งอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ ระบบประสาทสัมผัสขาดความว่องไว เซื่องและเชื่องช้าลง แต่บางตัวก็อาจเกิดอาการตื่นตัวรุนแรงผิดปกติโดยเฉพาะปลาที่มีพยาธิภายนอกจะว่ายกระสับกระส่าย คอยเอาตัวไถลตามพื้นตู้หรือสันก้อนหิน ขอนไม้ อยู่ถี่ๆ เนื่องจากระคายเคืองผิวหนัง (คัน) และเพื่อพยายามกำจัดพยาธิออกจากผิวหนัง ส่วนปลาที่มีปัญหาการติดเชื้อภายในระบบทางเดินอาหารจะว่ายหัวทิ่มหรือหงายท้อง

6.การหายใจผิดปกติ ฝาปิดเหงือกทำงานหนัก กระพือเร็วบางทีจะมีการหยุดชะงักเป็นพักๆ เหมือนเกิดอาการช็อก

● เมื่อสังเกตเห็นอาการผิดปกติเหล่านี้แล้วเจ้าของควรทำอย่างไร?

อาการผิดปกติดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ฟันธงได้เลยครับว่า ปลาสวยงามป่วยเป็นโรคแน่ๆ เพียงแต่จะเป็นโรคอะไร ก็คงต้องว่ากันต่อไปในภายหลัง สิ่งที่ท่านต้องจัดการก่อนอื่นเลย คือนำปลาป่วยออกมาปฐมพยาบาลเสียก่อน จะต้องยึดหลักว่า “ยิ่งรู้เร็ว แยกเร็ว รักษาเร็ว ปลาก็จะมีเปอร์เซ็นต์การรอดสูง” หากเราชะล่าใจ ปล่อยเวลาให้เนิ่นไปอีก บางทีแค่ชั่วโมงสองชั่วโมงปลาก็อยู่รอให้เรารักษาไม่ไหวเสียแล้วครับ

● สิ่งที่เราต้องเตรียมสำหรับการแยกปลาออกมา

1.ภาชนะสำหรับแยกปลาป่วยมารักษาโดยเฉพาะ ถ้าเป็นปลาขนาดเล็กถึงขนาดกลางก็นิยมใช้ตู้กระจกที่มีความจุน้ำอย่างต่ำสัก 50 ลิตร ถ้าเป็นปลาใหญ่ๆ ก็อาจใช้ตู้ขนาด 150 ลิตรขึ้นไป หรือไม่ก็บ่อปลา อาจเป็นบ่อพลาสติกหรือบ่อปูนก็ตามแต่สะดวก

2.ตำแหน่งการวางตู้หรือบ่อพยาบาล ควรวางในบริเวณที่มีแสงส่องสว่างเพียงพอ เพราะเราต้องคอยสังเกตอาการปลาอย่างใกล้ชิดด้วย ที่สำคัญ บริเวณนั้นต้องไม่อยู่ในจุดที่ทำให้อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงมากนัก จะให้ดีก็หาฮีทเตอร์มาใช้ควบคุมอุณหภูมิอีกสักตัว ไม่ให้น้ำเย็นเกินไปก็จะเป็นการดีครับ

3.ทำความสะอาดภาชนะก่อนเสียหนึ่งรอบ ด้วยน้ำเกลือเข้มข้นหรือใช้ด่างทับทิมเจือจาง และล้างออกด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง

4.เตรียมน้ำใส่ภาชนะ ต้องเป็นน้ำปราศจากคลอรีน มีอุณหภูมิเท่ากันกับตู้เลี้ยงที่กำลังจะแยกปลาป่วยออกมา เพื่อไม่ให้ปลาช็อกจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

5.จัดหาวัสดุหลบซ่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาเกิดอาการเครียด เช่น ขอนไม้ต้นไม้ หรือก้อนหิน แต่อย่าวางให้รกจนเกินไปนักการจัดวางควรจัดบริเวณกลางไปจนถึงหลังตู้ ไม่ควรปูกรวดหรือทรายที่พื้นตู้ เพราะจะเป็นที่สะสมฟักตัวของเชื้อโรคและพยาธิหลายชนิด

6.ติดตั้งตัวกรองขนาดเล็กเพื่อช่วยให้น้ำสะอาด ไหลเวียนดีและมีปริมาณออกซิเจนเพียงพอ

7.ขั้นต่อไปก็ค่อยๆ จับปลาป่วยออกมาจากตู้ การจับต้องไม่ใช้กระชอนไล่ควานอย่างบ้าคลั่ง เพราะจะทำให้ปลาช็อกตายเสียก่อน ควรค่อยๆทำอย่างละมุนละม่อม โดยใช้กระชอนสองอันที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวปลาหลายๆ เท่าค่อยๆ ต้อนจนเข้ามุมแล้วจึงช้อนออกมาใส่ถุงพลาสติกหรือกะละมัง

8.นำถุงพลาสติกหรือกะละมังไปลอยไว้ในน้ำของตู้พยาบาล(ลอยทั้งถุงเลยยังไม่เทปลาลงในบ่อนะครับ) เพื่อปรับอุณหภูมิให้เท่ากันดีเสียก่อน ใช้เวลาอย่างน้อย 20 นาที จากนั้นค่อยเอากระชอนช้อนเฉพาะตัวปลาลงตู้พยาบาลอีกที อย่าเทน้ำที่ได้จากตู้เดิมลงไปด้วย

ถึงตอนนี้ปลาก็พร้อมสำหรับการวินิจฉัยและรักษาต่อไปแล้ว

@ แล้วควรจะทำอย่างไรกับตู้เลี้ยงเดิมที่ยังมีปลาที่ไม่ป่วยอยู่ล่ะ??

ง่ายที่สุดก็เปลี่ยนถ่ายน้ำ 20-25% และสังเกตอาการของปลาต่อไปอีกสักระยะเพื่อหาดูว่าตัวไหนมีอาการผิดปกติเพิ่มเติมอีกหรือไม่ หากมีก็จะได้เอามารักษาได้ทันท่วงทีครับ จำไว้ว่า “เมื่อเห็นปลาป่วย อย่าเพิ่งใส่ยาด้วยตนเอง จนกว่าจะวินิจฉัยอาการของโรคและเตรียมภาชนะสำหรับรักษาให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อนครับ” และที่สำคัญควรปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อการวินิจฉัยให้ตรงกับโรคหรือความผิดปกติจริงๆ เสียก่อนครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Leave a comment