ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/254723
วันพุธ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.
สำนักพิมพ์ต่างประเทศ Editions DidierMillet (EDM) ร่วมกับ มูลนิธิมั่นพัฒนา จัดงานเปิดตัวหนังสือ A Call to Action: Thailand and the Sustainable Development Goals ที่นำเสนอข้อมูลเชิงลึกและความก้าวหน้าเกี่ยวกับความพยายามของประเทศไทยในการดำเนินการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ขององค์การสหประชาชาติ โดยมี รศ.ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานกรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา เปิดงานณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพมหานคร
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มแรกที่นำเสนอเนื้อหาเชิงลึกอย่างตรงไปตรงมาบนพื้นฐานข้อมูลที่หลากหลายเกี่ยวกับสถานะของประเทศไทย ณ ปัจจุบันบนเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้ง 17 ประการให้ได้ภายในปี 2573 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่กำหนดโดยองค์การสหประชาชาติ เมื่อปี 2558และองค์การสหประชาชาติได้ระบุว่าเป็น “การเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโลก”หนังสือนี้ได้กล่าวถึงความท้าทายสำคัญที่ประเทศไทยกำลังเผชิญในด้านต่างๆ แม้ว่าจะมีความก้าวหน้าด้านเศรษฐกิจในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ที่สำคัญคือหนังสือเล่มนี้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการที่ประเทศไทยใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และการทรงงานด้านการพัฒนาของพระองค์เป็นเข็มทิศนำทางในการพัฒนาด้านต่างๆ แบ่งออกเป็น 17 บทตาม 17 เป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยมีเนื้อหาวิเคราะห์เป้าหมาย แนวทาง และสิ่งที่ยังจะต้องดำเนินการในเรื่องต่างๆ เช่นการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การสาธารณสุขการขจัดความยากจน การบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน การผลิตพลังงานสะอาด และการจัดการระบบนิเวศน์

ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา ผู้อำนวยการศูนย์สถานศึกษาพอเพียง มูลนิธิยุวสถิรคุณ และกรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา หนึ่งในคณะผู้จัดทำซึ่งประกอบด้วย กล่าวว่า “..ประเทศไทยได้นำเสนอไว้ในเวทีโลกมาโดยตลอดว่า เราใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนำทางไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อที่จะบรรลุ 17 เป้าหมายขององค์การสหประชาชาติ และวันนี้ เรามีหนังสือ A Call to Action : Thailand and the Sustainable Development Goals ที่นำเสนอตัวอย่างรูปธรรมในการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการพัฒนาในระดับต่างๆ รวมถึงตัวอย่างโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการพัฒนาประเทศตามหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ทรงคุณค่าที่จะนำพาการพัฒนาประเทศไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้…”

“ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จากภาวะวิกฤติทางการเงินในปี 2540 ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าการพัฒนาที่ไม่สมดุลไปไม่รอด กล่าวคือไม่ยั่งยืนเราผ่านวิกฤติทางสังคมและรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมถูกทำลายบ่อยครั้ง ประเทศไทยเราจึงต้องมีการไตร่ตรองให้มากขึ้นในการเลือกแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับภูมิสังคม ทรัพยากรที่เป็นจุดแข็งของเรา และพื้นฐานทางวัฒนธรรมของประเทศและแต่ละพื้นที่ นั่นก็คือ การพัฒนาตามทางสายกลาง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่เน้นความสมดุลของการพัฒนาและการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ทั้งในด้านเศรษฐกิจสังคมสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม เราจึงจะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้…”
“และการที่จะทำให้การพัฒนาที่สมดุลเกิดความยั่งยืนในที่สุดได้นั้น จำเป็นต้องบ่มเพาะหลักคิดพอเพียงให้กับคนรุ่นใหม่ ยกตัวอย่างในเรื่องของการศึกษาซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนกว่าครึ่งหนึ่งในประเทศไทยที่พยายามใช้หลักการพอเพียงในการปลูกฝังเยาวชนให้มีหลักคิดในการตัดสินใจและดำเนินชีวิต จนได้รับการรับรองว่าเป็น “สถานศึกษาพอเพียง” และมีโรงเรียนที่ผ่านการประเมินเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา 121 โรง กระจายอยู่ทั่วประเทศที่สามารถเป็นพี่เลี้ยงให้กับโรงเรียนอื่นได้ โรงเรียนพอเพียงเหล่านี้ คือแหล่งบ่มเพาะบุคลากรที่จะช่วยพัฒนาประเทศให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต…”

ทางด้าน เสข วรรณเมธี กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศยินดีให้การสนับสนุนการเผยแพร่หนังสือเล่มนี้ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นที่ประจักษ์ โดยหนังสือ A Call to Action : Thailand and theSustainable Development Goals ได้กล่าวถึงการดำเนินการของไทยในการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ประกอบด้วย สถิติ ข้อมูลประกอบและมีบทความพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญที่นำไปใช้ศึกษาและอ้างอิงได้ นับเป็นหนังสือที่ประเมินการดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ครอบคลุมเล่มแรกของไทยและเป็นการต่อยอดจากหนังสือที่มูลนิธิมั่นพัฒนาร่วมกับบริษัท EDM เคยจัดทำด้วย

ทั้งนี้หนังสือนี้จะจัดจำหน่ายในประเทศไทยที่ร้าน Asia Books และ Kinokuniya รวมถึงร้านหนังสือชั้นนำในประเทศต่างๆ ทั่วโลกและที่ Amazon.com ในราคาเล่มละ US$35 (1,250 บาท) ที่ผ่านมา EDM ได้จัดทำหนังสือชั้นนำหลายเล่มที่เกี่ยวกับประเทศไทย เช่นThailand’s Sustainable Development Sourcebookand King BhumibolAduyadej: A Life’s Work เป็นต้น
