ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/255135
วันเสาร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.
บรรดาเซเลบริตี้ระดับเอลิสต์ของเมืองไทย เธอคนนี้อยู่ในทำเนียบเป็นไม่ได้ แม้พักหลังด้วยวัย หน้าที่ และอะไรหลายๆ อย่าง อาจทำให้น้อยครั้งจะได้เห็น ดวง-มนตร์ลดา พงษ์พานิช ไปเฉิดฉายตามงานต่างๆ นั่นเพราะชีวิตของเธอมุ่งมั่นทำแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นออกมาอย่างจริงจัง และใช้ชี่อของตัวเองการันตีความโมเดิร์น & คลาสซี่ ว่า MONLADA มากว่า 7 ปี
ดวง-มนตร์ลดา เล่าว่า เพราะรักและศรัทธาในความฝัน หวังไว้ว่าสักวัน โลกแห่งแฟชั่นจะขับเคลื่อนไปด้วยสไตล์ของตัวเอง อยากให้แบรนด์ของ MONLADA เป็นหนึ่งใน “เทรนด์เซ็ตเตอร์” ไม่อยากบอกว่าหวังไปถึงตรงไหน เราหวังสูงมาก…กก ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าผู้หญิงชอบถือกระเป๋าอะไร ชอบผ้าพันคอ หรือเสื้อแบรนด์ไหน เราก็อยากไปให้ถึงตรงนั้น ซึ่งไม่รู้จะถึงหรือเปล่า รู้แต่ว่าต้องทำต่อไป อย่าหยุด
“ก่อนจะไปเรียนแฟชั่น ดวงเคยไปเรียนร้องเพลง เต้นลีลาศ คือทำหมด ไปสมัครเป็นพิธีกร อ่านข่าว แต่ด้วยความที่ดวงพูดไม่เก่ง พูดรอเรือก็ไม่ชัด เพราะดวงคิดว่าความจริงแล้วดวงเป็น Artist มากเกินไป ตอนนั้นอยากทำแฟชั่น พอดี เราก็อายุ 27 ปีแล้ว ถ้าเราเป็นดารา พิธีกร มันก็มีเวลาทำงานอีกแค่ไม่กี่ปี เพราะทำงานในวงการต้องใช้หน้าตา ถ้าเราแก่ เราเหี่ยวจะสู้เด็กรุ่นใหม่ไม่ได้ แต่ถ้าเป็นดีไซเนอร์ เราไม่ได้ใช้หน้าตา เราผลิตงานจากเบื้องหลัง เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เราก็ยังสามารถทำงานออกมาได้ ดวงอยากทำงานตลอดชีวิต เลยตัดสินใจเบนเข็มมาด้านนี้จริงจัง”
พอถึงครั้งที่ตัดสินใจแน่วแน่ เธอเลยก้าวเข้าสู่โลกแฟชั่นด้วยการตัดสินใจ Take Course ที่ Saint Martin ประเทศอังกฤษ และได้พบเจอกับคุณครูสุดโหดกับประสบการณ์สุดหิน

“ตอนเรียนแฟชั่นที่ Saint Martin สนุกมาก เรียนเช้าถึงเย็น ทำงานต่อถึงตีสอง ทุกคนในคลาสเคร่งเครียดและแข่งขันมาก เพราะเวลาพรีเซ็นต์งาน เราต้องออกไปหน้าห้อง ถ้างานห่วย เราก็จะอาย เพราะทุกคนทำได้แบบเพอร์เฟกท์ และครูที่นี้โหดมาก มีครั้งหนึ่งดวงเย็บผ้า พอเสร็จ เราก็รู้สึกว่างานเราเจ๋ง แต่ครูเดินมาบอกว่า Your fabric look cheap แล้วก็โยนผ้าเราทิ้ง เราช็อกมาก แอบไปร้องไห้ในห้องน้ำ แต่ที่สุดมันกลายเป็นแรงผลักดันให้เราว่าต้องทำให้ดีกว่านี้อีก คอยดู จะทำให้ผ้านี้ขายได้เป็นแสน
พออยู่ไป เราก็พยายามขึ้นๆ ขยันมากขึ้น เราจะอยู่แค่ตัวเองไม่ได้ ต้องสนใจคนรอบข้างด้วย เพราะมันเป็นกระบวนการพัฒนาตัวเอง เป็นกุศโลบายเหมือนกัน เป็นดีไซเนอร์จะสนใจแต่ตัวเอง ไม่สนใจโลกก็คงไม่ได้ เพราะคนรักแฟชั่นเขาก็ตามเทรนด์กัน เหมือนต่อแถวกันแบบนี้ เพียงแต่แข่งกันที่รายละเอียด ฉะนั้นติสท์ๆ คลูๆ ไม่ตามใคร อาจไม่ใช่คุณสมบัติที่ดีนะคะ หลังจากนั้นก็เริ่มเรียนจริงจังที่ Parsons School นิวยอร์ก จะมีความเป็นธุรกิจขึ้นมา ใช้เวลาน้อย ไม่ถึงสามเดือน สอนให้เราอยู่ในโลกของความจริงมากขึ้น”
พอกลับมาเธอก็เริ่มต้นทำแบรนด์ของตัวเอง จากสตูดิโอแถวประชาชื่น แต่แน่นอนว่าการสร้างสินค้าแต่ละแบรนด์ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สนุกที่สุดคือ จุดเริ่มต้น แต่หลังจากนั้นก็มีหลากหลายปัญหาและอุปสรรค ซึ่งถ้าวันนี้มองกลับไปมันก็คือประวัติศาสตร์ของแบรนด์ ยิ่งยากเท่าไหร่ เธอยิ่งทิ้งมันไปไม่ได้ ต้องนำพาไปให้ถึงจุดสูงสุดที่ตั้งใจ
“กลับมา ดวงก็บอกคุณแม่ว่าอยากทำแบรนด์เสื้อผ้า แม่เลยให้บ้านเก่าๆ มาเป็นสตูดิโอ คือที่นี่เราก็รีโนเวท ตกแต่ง เริ่มมาด้วยกันเป็นทีมเล็กๆ คอลเลคชั่นแรกของเราเลยคือ love death อินสไปเรชั่นเราคือ Love เหมือนเสื้อผ้าที่ละเอียดอ่อน ส่วน Death หลายคนอาจมองว่ารุนแรง ความตายแต่เรากลับมองว่าความตายคือ Forever ทำให้คิดถึงคุณพ่อด้วย มันเลยมาเป็นคอลเลคชั่นแรก คืองานดีไซน์ของดวงจะชอบผสมสไตล์เข้าด้วยกัน ผสมความอ่อนโยนกับความแข็งแกร่ง ชอบที่มันมีความ Contrast กัน”
คือดวงถูกสอนจาก Saint Martin ว่าให้เราหาแรงบันดาลใจก่อนคอนเซ็ปต์ อีกอย่างเวลาที่ดวงจะดีไซน์เสื้อผ้าของ MONLADA คือการนำเสื้อผ้าออกมาจาก History Costume แล้วนำมาดีไซน์ใหม่ให้มันโมเดิร์น ทันสมัย สามารถใส่ได้ในปัจจุบัน ทำให้เราไม่ลืมอดีต ในยุคต่างๆ เราเองก็สนุกที่ได้อินไปในยุคต่างๆ เหมือนได้หาความรู้ใส่ตัว แต่การที่เราหาแรงบันดาลใจแบบนี้ เราเองก็ต้องมีจุดยืน ต้องรักษาจุดยืนของตัวเอง เพราะดวงจะชอบเปิดแมกกาซีน แต่ถ้าเราอ่อนแอ ไม่มีจุดยืน เวลาทำเสื้อผ้ามันเหมือนเราเอาเสื้อผ้าจากแมกกาซีนมาดีไซน์ แต่ถ้าเรามีจุดยืน เราจะสามารถผสมจุดยืนของเราให้เข้ากับยุคปัจจุบันได้”
ถึงตอนนี้ต้องบอกว่าเจ้าของแบรนด์ MONLADA คนนี้ ใช้ความรักในการขับเคลื่อนสร้างแบรนด์และงานดีไซเนอร์จนมีดีเอ็นเอให้กับแบรนด์ MONLADA อย่างเต็มเปี่ยม ถ้าสังเกตดูจะเห็นดีเทลที่ชัดเจนสอดแทรกอยู่ในงานทุกชิ้นที่แบรนด์นี้ทำ นอกจากความสวยงาม เรียบหรู ดูดีและประณีตในทุกขั้นตอนแล้ว ยังมีกลิ่นอายของเรื่องราวในยุคต่างๆ
“แม้ดวงจะหลงใหลการดีไซน์เสื้อผ้า แต่เมื่อมองถึงโลกแห่งความเป็นจริง ทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานของธุรกิจ การนำความฝันมาทำ สิ้นเปลืองตั้งแต่การเลือกวัสดุ ออกแบบ กรรมวิธีตัดเย็บ หลายอย่างโอเวอร์ คอร์ส เข้าขั้น ใช้ต้นทุนเกินงบ แต่ครั้นจะให้ต่อรองกับงานสร้างสรรค์ของตัวเอง ก็ไม่ใช่สิ่งที่ดวงจะทำกับแบรนด์ MONLADA ของตัวเอง ที่สุดจึงตั้งทาร์เก็ตแบรนด์เดิมไว้ที่แคทธิกอลี่แห่งความเรียบหรู ดูสง่า และแตกแบรนด์ราคาย่อมเยา สเปกเป็น Mass ขึ้นมาหน่อย รวมทั้งแบรนด์สูทสำหรับสุภาพบุรุษ เพื่อเปิดโอกาสทางการตลาด
“นอกจาก MONLADA ก็มี MONLADA HOMME และ NOIRZ by Monlada ความจริง HOMME มันมีอยู่แล้ว ตอนแรกคือเราก็ทำเสื้อผ้าผู้ชายด้วยใน MONLADA มีเดินในแฟชั่นโชว์ แต่ยังไม่ได้แตกแบรนด์จริงจัง พอมาตอนหลังคิดว่าไม่ได้ละ เพราะ HOMME เริ่มไปไกลและไปได้ดีด้วย คือพูดจริงๆ นะคะ เรื่องทำสูทก็มีที่มา อินสไปร์จากคุณพ่อ ท่านจะแต่งตัวเนี้ยบมาก ไปไหนติดสูทไว้ตลอด เปลี่ยนตลอด เราก็เห็นท่านหล่อ ดูดีตลอด เราก็คิดแบบฝันๆ นะคะ วันหนึ่งอยากตัดสูทให้ท่านใส่บ้าง แล้วอีกอย่างสูทก็มีราคานะ คิดว่าวันหนึ่งขายได้ตัวหนึ่งก็อยู่รอดแล้ว สารภาพว่าตอนนั้นคิดแบบเด็กๆ พอมาลงดีเทลจริงๆ การตัดเย็บแต่ละตัว เทียบแล้วราคาครึ่งหมื่น ยังว่าถูกไปด้วยซ้ำ
แล้วก็แยกออกมาอีกแบรนด์ชื่อ NOIRZ ตั้งใจให้เป็นแบรนด์ที่ใส่สนุกๆ ใครๆ ก็ใส่ได้ เพราะวางแผนไว้แต่แรกแล้ว คิดในใจว่าในแง่ของการตลาด MONLADA จะราคาค่อนข้างสูง เป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม ไม่ได้ขายได้ง่ายๆ มันเลยเสี่ยงเกินไปถ้าไม่มีแบรนด์ที่จะมาคุมตลาดใหญ่กว่า เราก็เลยเริ่มมี NOIRZ ขึ้นมา ก็ขายดีนะ ขายได้ตลอด เพราะราคาไม่แพง ดวงตั้งราคาไม่ให้สูง ไม่อยากแขวน อยากให้เอาใส่กัน วัยรุ่นชายหญิงสามารถหยิบได้ จับได้ จ่ายได้ และมีไอเทมให้เลือกเยอะ คือดวงแทนตัวเองเป็นวัยรุ่นเวลาไปช็อปปิ้งเลย แบรนด์ใหม่นี้มันจะมีการผสมผสานกัน สมมุติพี่น้องกันสามคน แต่งตัวคนละสไตล์เลย เดินเข้าร้าน NOIRZ ด้วยกันแล้วสามารถซื้อของที่ตัวเองชอบได้เลย เป็นอะไรแบบนั้น”
นอกจากความสนุกในช่วงแรก พอมาถึงตอนนี้ก็ 7 ปีแล้วที่ MONLADA มีชื่อเสียงอยู่ภายใต้การจดจำของคนรักแฟชั่นและกำลังจะเติบโตไปเรื่อยๆ ในฐานะของไทยดีไซเนอร์ที่ได้รับการยอมรับ ดวง-มนตร์ลดา ได้พูดถึงอีกหนึ่งในความฝันที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือการนำพาแบรนด์ MONLADA สู่สายตาแฟชั่นนิสต้าระดับโลกให้มากขึ้น
“จริงๆ ที่พยายามทำทุกอย่างก็เหมือนเป็นบันได แต่เผอิญว่ามันเป็น บันไดเลื่อน คือ เลื่อนไปเรื่อยๆ ไม่หยุดสักที กลับมาถึงความเป็นจริง เราได้เรียนรู้อะไรมากมาย ซึ่งมันไม่เหมือนในฝันที่เราวาดไว้ มีอะไรที่ไม่ใช่ความสวยงามอย่างเดียว แต่มันเป็นเรื่องของตลาด เรื่องการขาย เอาเป็นว่าสิ่งที่ดวงต้องการคือ คิดว่าจะทำอย่างไรให้แบรนด์ MONLADA ติดตาเหมือนที่ดวงอ่านแมกกาซีนแล้วเห็น Prada ติดตา ดวงต้องการให้แบรนด์ของดวงอยู่ในใจของคนแบบนี้ ให้คนรู้ว่าแบรนด์ MONLADA คือแบรนด์ที่ขายเสื้อผ้าแบบนี้ สไตล์นี้ เราคิดอย่างเดียวว่าจะทำอย่างไรให้แบรนด์เราสามารถอยู่ได้ตลอดไป ไม่ใช่ว่าทำแค่ 7-8 ปี แล้วหยุด เราคิดว่าถ้าเราอยู่ได้ตลอดไปเมื่อไหร่ นั่นคือความสำเร็จของเรา”
