ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 มี.ค. 2560 05:30
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/900706

แม้ว่าชาวบริติชหลายคนอาจยังไม่เชื่อว่า สหราชอาณาจักรกำลังจะออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของยุโรปจริงๆ แต่พวกเขาก็ได้แต่ทำใจยอมรับมัน เพราะชาวบริติชได้รับโอกาสในการตัดสินอนาคตของประเทศตัวเองไปแล้วในการลงคะแนนเสียงประชามติเมื่อ 9 เดือนก่อน และพวกเขาตัดสินใจที่จะพาตัวเองออกจากขอบเขตเดิมๆ ที่พวกเขารู้สึกไม่พอใจ ไปสู่อนาคตที่พวกเขาเชื่อว่าจะดีขึ้นกว่าเดิม
แล้วสหราชอาณาจักรมาถึงจุดที่ต้องออกจากสหภาพยุโรปได้อย่างไร ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์จะพาท่านผู้อ่านไปย้อนดูกัน

เซอร์ ทิม บาร์โรว์ ผู้แทนถาวรแห่งสหราชอาณาจักรประจำสหภาพยุโรป ยื่นจดหมายแจ้งเรื่องการขอถอนตัวจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรแก่นาย โดนัลด์ ทัสค์ ประธานคณะมนตรียุโรป
UK มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร
จุดเริ่มต้นของการออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 2013 เกิดกระแสเรียกร้องต้องการให้ยูเคออกจากอียู เนื่องจากความไม่แน่นอนในสถานการณ์ทางการเงินของกลุ่มยูโรโซน และความไม่พอใจในกฎหมายยุโรปบางประการที่ถูกมองว่าเป็นตัวฉุดรั้งธุรกิจ โดยนาย เดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรียูเคในสมัยนั้นสัญญากับประชาชนว่าเขาจะจัดการลงคะแนนเสียงประชามติชี้ชะตาเรื่องความเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของพวกเขา หากพรรคของเขาชนะการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2015 ซึ่งพรรคของเขาก็ได้รับชัยชนะจริงๆ
นายคาเมรอนกำหนดวันลงประชามติชี้ชะตาเอาไว้ในวันที่ 23 มิ.ย. 2016 ซึ่งในระหว่างนั้นฝ่ายหนุนให้อยู่ต่อกับต้านต่างเดินหน้าหาเสียงอย่างหนัก โดยช่วงนั้นเกิดกระแสการไหลบ่าของผู้อพยพจากหนีความยากจนและสงครามจากตะวันออกกลางและแอฟริกาพอดี ทำให้ประเด็นนี้ถูกฝ่ายหนุนให้อยู่ต่อซึ่งนำโดยนายคาเมรอน และฝ่ายเรียกร้องให้ลาออกซึ่งนำโดยนาย บอริส จอห์นสัน รมว.ต่าวประเทศคนปัจจุบัน กับนาย ไนเจล ฟาเรจ หัวหน้าพรรคยูคิป ฝ่ายต่อต้านสหภาพยุโรปและการรับผู้อพยพ หยิบยกขึ้นมาใช้ต่อสู้กับอีกฝ่ายอย่างดุเดือด

และแล้ว วันแห่งการชี้ชะตาก็มาถึง ชาวบริเตนออกมาแสดงพลังของตนเองในการลงคะแนนเสียงประชามติ ซึ่งผลปรากฏว่า ชาวบริเตนส่วนใหญ่สนับสนุนให้สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปด้วยคะแนนเสียง 52% สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลกเนื่องจากไม่มีใครคาดคิดมาก่อน และทำให้ค่าเงินปอนด์ตกต่ำลงอย่างหนักในทันที ผลการลงประชามติยังแสดงให้เห็นความแบ่งแยกเชิงธรณีวิทยา โดยชาวกรุงลอนดอน, สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือ ต้องการให้ยูเคอยู่กับอียูต่อ แต่ชาวอังกฤษส่วนใหญ่กับเวลส์ สนับสนุนให้ลาออก
ความพ่ายแพ้ในการลงประชามติทำให้นายคาเมรอนตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อแสดงความรับผิดชอบในวันที่ 24 มิ.ย.ปีเดียวกัน ทำให้เกิดศึกชิงตำแหน่งผู้นำภายในพรรค และผลสุดท้ายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เธเรซา เมย์ ก็ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักรในเดือนก.ค. ซึ่งเธอก็มุ่งมั่นทำตามผลการลงประชามติแม้จะเคยเป็นหัวหอกสนับสนุนฝ่ายอยู่ต่อมาก่อน

เมื่อต้นปีที่ 2017 นางเมย์ได้ออกมาแผน 12 ขั้น สำหรับกระบวนการออกจากสหภาพยุโรป ซึ่งจะรวมไปถึงการออกจากตลาดเดียวยุโรป ที่ทำให้สินค้าและบริการต่างๆ รวมทั้งผู้คนสามารถเคลื่อนย้ายไปมาระหว่างประเทศสมาชิกอียูได้อย่างเสรี อันเป็นสิ่งที่ฝ่ายหนุนให้อยู่ต่อหรือแม้แต่ฝ่ายหนุนให้ออกบางคนก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น และล่าสุดในวันพุธที่ผ่านมา จดหมายของนางเมย์ซึ่งส่งถึงนายโดนัลด์ ทัสค์ ประธานคณะมนตรียุโรป ได้เริ่มกระบวนการพายูเคออกจากอียูอย่างเป็นทางการแล้ว
ก้าวต่อไปหลังจากนี้
ตามที่บัญญัติในมาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน การออกจากสหภาพยุโรปต้องเกิดขึ้นภายในกรอบเวลา 2 ปี ซึ่งในระหว่างนั้นจะมีการเจรจากันมากมายระหว่างยูเคและชาติสมาชิกที่เหลือของอียู โดยในวันที่ 29 เม.ย.นี้ จะมีการประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป 27 ประเทศไม่รวมยูเคที่กรุงบรัสเซลส์ เพื่อตกลงเรื่องแนวทางการเจรจากับยูเค หลังจากนั้น 1 หรือ 2 วัน นายมิเชล บาร์นิเยร์ ผู้แทนเจรจาของคณะกรรมาธิการยุโรป จะออกข้อเสนอแนะเบื้องต้นเพื่อเปิดการเจรจา ซึ่งจะเป็นคำแนะนำของเขาว่าการเจรจาควรไปในทิศทางใด

จากนั้นในเดือนพ.ค. เหล่ารัฐมนตรีกิจการยุโรปของ 27 ชาติสมาชิกอียู หรือที่เรียกว่า คณะมนตรีกิจการทั่วไป (General Affairs Council) จะจัดประชุมกันในวันที่ 16 เพื่อร่างรายละเอียดทิศทางการเจรจา ซึ่งจะรวมไปถึง 3 ประเด็นที่อียูต้องการทำข้อตกลงกับยูเคก่อนที่จะมีการเจรจาใดๆ ในเรื่องการทำข้อตกลงการค้าในอนาคต ได้แก่ กฎหมายเบร็กซิตของยูเค, สิทธิ์ของชาวอียูในยูเคกับสิทธิ์ของชาวยูเคในประเทศต่างๆ ของอียู และ ปัญหาพรมแดนไอร์แลนด์เหนือ
การเจรจาจริงๆ จะเริ่มขึ้นในช่วงกลางถึงปลายเดือนพ.ค. โดยเหล่ารัฐมนตรีสหภาพยุโรปจะมอบอำนาจให้นายบาร์นิเยร์เพื่อเริ่มการเจรจาอย่างเป็นทางการ โดยการเจรจาอย่างเป็นทางการอาจเกิดขึ้นเร็วขึ้น เพื่อหารือปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เช่นจะใช้ภาษาอะไรในการเจรจาและเรื่องตารางเวลา โดยหลังจากเจรจาเรื่องร่างกฎหมายเบร็กซิตและอื่นเสร็จแล้ว ทั้ง 2 ฝ่ายจะเจรจากันต่อในเรื่องข้อตกลงการค้าและอื่นๆ
โดยนายบาร์นิเยร์กำหนดให้เดือนต.ค. 2018 เป็นนเส้นตายสำหรับออกร่างกฎหมายเบร็กซิตและข้อตกลงใดๆ เพื่อให้เวลา ส.ส.สหราชอาณาจักร, คณะมนตรีสหภาพยุโรป ตามด้ายรัฐสภายุโรป โหวตลงมติเห็นชอบหรือคัดค้านข้อตกลงที่เกิดขึ้นในการเจรจา และหากการเจรจาเป็นไปด้วยดี สหราชอาณาจักรจะออกจากสหภาพยุโรปในวันที่ 29 มี.ค. 2019 (พ.ศ.2562) ตามกำหนด 2 ปี

แต่หากเงื่อนไขในการออกจากสหภาพยุโรปไม่เป็นที่น่าพอใจ เราอาจจะได้เห็นสกอตแลนด์เปิดการลงคะแนนเสียงประชามติเพื่อออกจากสหราชอาณาจักรอีกครั้ง หลังจากล้มเหลวไปเมื่อปี 2014 โดยขณะนี้นางนิโคลา สเตอร์เจียน นายกรัฐมนตรีสกอตแลนด์ กำลังผลักดันให้พวกเขามีไพ่ใบนี้ในมือ เพื่อแยกทางกับสหราชอาณาจักร ก่อนจะเกิดการเบร็กซิต เพื่ออยู่ในสหภาพยุโรปต่อไป
สู่ขอบฟ้าใหม่ที่ไม่อาจหวนกลับ
หลังจากเบร็กซิตแล้ว ก็ยังไม่แน่ชัดว่าเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรจะดีขึ้นอย่างที่พวกเขาหวังเอาไว้หรือไม่ แต่ผลสำรวจความคิดเห็นของ IHS Markit แสดงให้เห็นว่า จำนวนชาวบริติชที่เชื่อว่าการออกจากสหภาพยุโรปจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นนั้นมีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ โดยผลสำรวจประจำเดือนมี.ค.ชี้ว่า มีเพียง 29% ที่เชื่อว่าเศรษฐกิจในช่วง 10 ปีแรกจะดีขึ้น ลดลงจากเดือนก.ค.ปีก่อนที่ตัวเลขอยู่ที่ 39%
ขณะที่สหราชอาณาจักรยังต้องเจรจาข้อตกลงเรื่องความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปในด้านต่างๆ เช่น กฎหมาย, การค้า, สนธิสัญญา และการเคลื่อนย้านถิ่นฐาน ใหม่ทั้งหมด ซึ่งกระบวนการนี้อาจกินระยะเวลายาวนานถึง 7 ปีตามการคาดการณ์ของนายทัสค์ หรืออาจใช้เวลานับทศวรรษอย่างที่อดีตเอกอัครราชทูตยูเคประจำยุโรปหวั่นวิตก

แต่ทว่า สหราชอาณาจักรก็ได้เริ่มก้าวเท้าเดินสู้เส้นขอบฟ้าใหม่แล้ว เป็นดินแดนที่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ไม่ว่าจะดีหรือร้ายทางที่พวกเขาเลือกเป็นเส้นทางที่ไม่อาจหวนกลับมาได้ แม้จะมีใครหลายคน รวมทั้งตัวนายโดนัลด์ ทัสค์ ที่หวังจะย้อนคืนกระบวนการนี้ก็ตาม