นักสู้ผู้จากไป…คนร้ายลอยนวล ภาพสะท้อนระบบยุติธรรมเหลว.?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/255507

วันอังคาร ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นย่อมมีการต่อสู้”…

คำกล่าวที่เป็น “สัจธรรม” ของสังคมมนุษย์ทุกยุคสมัย ผู้ปกครองที่รีดนาทาเร้นย่อมถูกประชาชน “ลุกฮือ” ต่อต้าน คนเป็นนายหากข่มเหงทารุณไพร่ทาสย่อมลุกขึ้นสู้ เพื่อ “ปลดแอก” ตนให้เป็นไท จนมาถึงรัฐสมัยใหม่ที่อิงเศรษฐกิจแบบ “ทุนนิยม” หากกลุ่ม “ชนชั้นนำ 3 ขา” คือ นักการเมือง ข้าราชการ และนายทุน รวมหัวกันใช้อำนาจในทางมิชอบ เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มก้อนของตนจน “ละเมิด” ต่อสิทธิของคนเล็กคนน้อย ย่อมนำไปสู่การ “ทวงความเป็นธรรม” ปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่หลายครั้งเหล่า “นักสู้” กลับพบชะตากรรมที่…

น่าเศร้า และโหดร้าย!!!

สำหรับประเทศไทย ชื่อเหล่านี้คง “คุ้นหู” อาทิ “เจริญ วัดอักษร” แกนนำคัดค้านโรงไฟฟ้าบ่อนอก-หินกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์ จนผู้มีอำนาจขณะนั้นยอมยกเลิกโครงการ แต่ “จุดจบ” ของเขา คือ การถูกยิงเสียชีวิตเมื่อ 21 มิ.ย.2547, “สมชาย นีละไพจิตร” ทนายความผู้รับทำคดีเพื่อผู้ต้องสงสัยความผิดต่อความมั่นคงของรัฐในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ มีผู้พบเห็นว่าถูกกลุ่มชายฉกรรจ์นำตัวขึ้นรถในพื้นที่กรุงเทพฯ แล้วหาย “สาบสูญ” ไปตั้งแต่ 12 มี.ค. 2547

“บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ แกนนำชาวกะเหรี่ยงผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิการอยู่อาศัยและทำกินของกลุ่มชาติพันธุ์ ในป่าแก่งกระจาน ที่ “หายตัว” ไปตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. 2557 โดยมีรายงานว่าก่อนหน้านั้น “บิลลี่” ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องเพราะได้ปล่อยตัวไปแล้ว, “เด่น คำแหล้” แกนนำชุมชนโคกยาว อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ผู้ใช้ชีวิตหลายสิบปีของตน เพื่อต่อสู้คัดค้านนโยบายของรัฐที่เน้น“ไล่คนออกจากป่า” โดยไม่แยกแยะว่าเป็นชุมชนเก่าอาศัยมานานหลายชั่วคน เขาหายสาบสูญไปเมื่อ 16 เม.ย.2559 ขณะไปหาของป่าตามปกติ…เป็นต้น

“ปรานม สมวงศ์” ตัวแทนจากองค์กร PROTECTION international บอกเล่าในงานเปิดตัวนิทรรศการภาพถ่ายอุทิศให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชน “แด่นักสู้ผู้จากไป : For Those Who Died Trying” ณ หอศิลป์กรุงเทพฯ ย่านปทุมวัน กทม. ว่า หลายปีที่ผ่านมา “นักปกป้องสิทธิมนุษยชน” ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ หรือเพื่อต่อต้านการทุจริตในโครงการของรัฐ ถูก “ข่มขู่คุกคาม” บังคับให้สูญหายและตายเป็นจำนวนมาก จนเวลาล่วงเลยไป ชื่อของพวกเขาเริ่ม “เลือนหาย” ไปตามกาลเวลา พร้อม “ความหวัง”ในกระบวนการยุติธรรมที่นับวันมีแต่จะ…

เลือนราง!!!

“ปรานม” กล่าวต่อว่า นักต่อสู้จำนวนไม่น้อยถูก “สังหาร” หรือบังคับให้สูญหาย แต่มีเพียงไม่กี่กรณีเท่านั้นที่มีการสอบสวนและคดีขึ้นสู่ชั้นศาล สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เราเห็นอย่างชัดเจน คือ “รัฐ-กระบวนการยุติธรรม” ในประเทศไทย “ล้มเหลว” หลายคดีที่ผู้กระทำความผิดยังลอยนวล ผู้กระทำผิดละเมิดสิทธิของผู้อื่นแล้วไม่ต้องถูกลงโทษ จนกลายเป็นวัฒนธรรม…

ลอยนวล…พ้นผิด!!!

“ปัญหานี้ฝังรากลึกในสังคมไทยมายาวนาน หากวัฒนธรรมนี้ยังคงอยู่จะสร้างสภาวะที่อันตรายอย่างถาวรต่อการปกป้องสิทธิมนุษยชน และที่สำคัญจะส่งผลร้ายแรงต่อสังคมโดยรวม เพราะผู้มีอำนาจเชื่อว่าเครือข่ายอำนาจอุปถัมภ์จะช่วยให้พวกเขาลอยนวล พ้นผิดได้อย่างง่ายดาย” ปรานม ให้ความเห็น

เช่นเดียวกับ “ณัฎฐกานต์ เนาวโอภาส” ภรรยาของผู้ใหญ่บ้าน “ประจบ เนาวโอภาส” แกนนำชาวบ้านที่ถูกลอบสังหารจากการออกมาต่อต้านการลักลอบ “ทิ้งกากสารเคมี” อุตสาหกรรมและขยะมีพิษ ในเขต ต.หนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ที่เล่าว่าตั้งแต่สามีเสียชีวิตไป การใช้ชีวิตในปัจจุบันมีความยากลำบากเป็นอย่างมาก เพราะครอบครัวขาด…

เสาหลัก!!!

เวลานี้เธอต้องรับภาระเลี้ยงดูครอบครัวเพียงคนเดียว โดยได้เงินเยียวยาเพียง 1 แสนบาท จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเท่านั้น ทว่าที่ “เจ็บปวด” เสียยิ่งกว่า คือ “ณัฎฐกานต์” ตั้งคำถามว่า “ทำไมสังคมไม่เห็นความสำคัญของการต่อสู้เพื่อให้ได้มาถึงสิทธิ?” ทำให้ตนรู้สึก “น้อยเนื้อต่ำใจ” ทั้งที่สามีของเธอต่อสู้เพื่อทุกคน

“ทำไมจึงมองข้าม หรือเงินซื้อทุกอย่างได้จริงๆ และอยากถามว่าจากนี้ต่อไปจะมีคนลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิแบบนี้อีกบ้างหรือไม่?” ณัฎฐกานต์ กล่าว

ขณะที่ “อังคณา นีละไพจิตร” กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ระยะหลังๆ กรณี “อุ้มหาย” นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิจะลดลง ดังเช่นปี 2559 ที่มีกรณีของ “เด่น คำแหล้” เพียงรายเดียวเท่านั้น แต่อีกด้านกลับพบว่ามีการ “ไล่ฟ้อง” คนเหล่านี้มากขึ้น โดยเฉพาะหากเป็น “ผู้หญิง” นอกจากจะถูกฟ้องคดีแล้ว ยังถูก “คุกคามทางเพศ” อีกด้วย

“อย่างการข่มขู่ว่าระวังจะโดนข่มขืน เราถือว่าเป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้ผู้หญิงเกิดความหวาดกลัว บางคนถึงขั้นไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อสู้” กสม.ท่านนี้ ระบุ

เมื่อหันไปดู “กฎหมาย” ที่น่าจะเป็น “ความหวัง” สำหรับแก้ไขปัญหา “อุ้มฆ่า…อุ้มหาย” อย่าง (ร่าง) พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ. .. ที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เร็วๆ นี้

“อังคณา” ตั้งข้อสังเกตว่า “ขาดมุมมองที่หลากหลาย” เนื่องจากคณะกรรมการร่างกฎหมายส่วนใหญ่มาจากเจ้าหน้าที่รัฐ มากกว่าที่จะนำ “ผู้สูญเสีย” หรือผู้มีประสบการณ์ตรง เข้าไปร่วมพิจารณาด้วย อันจะทำให้กฎหมายฉบับนี้ทำการปกป้อง
นักปกป้องสิทธิได้ดีขึ้น

“การเยียวยาของเรายังไม่เป็นสากล มีเพียงเยียวยาผ่านตัวเงินและให้ความช่วยเหลือด้านทนายความเท่านั้น ทั้งที่ความเป็นจริง ญาติผู้สูญเสียต้องได้รับความจริงด้วย โดยเฉพาะผู้ก่อเหตุเป็นใคร ผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำ และเหตุการณ์อุ้มหายจะไม่เกิดขึ้นอีก แต่ที่ผ่านมากลับไม่ใช่ เพราะเมื่อคดีเกิด มักจบด้วยหาผู้กระทำผิดไม่ได้” อังคณา กล่าวย้ำ

ด้าน “โดนิกา พอตตี” (H.E. Ms.Donica Pottie) เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย ให้มุมมองที่น่าสนใจ ว่า ประเทศแคนาดาให้การสนับสนุนเกี่ยวกับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน เพราะเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อทุกคน และที่ให้ความสำคัญมาก คือ “กลุ่มนักปกป้องสิทธิ” ซึ่งรัฐบาลควรหันมาสนใจคนกลุ่มนี้ให้มาก เพราะพวกเขาทำไปเพื่อส่วนรวมไม่ใช่เพื่อคนคนเดียว

“แคนาดาให้ความสำคัญกับกลุ่มชาติพันธุ์ หรือชนเผ่าพื้นเมือง ในการปกป้องสิทธิของตนเอง เพราะเป็นกลุ่มคนที่อยู่มาก่อนจะเกิดเป็นประเทศ จึงอยากเสนอให้ประเทศไทยเห็นความสำคัญของชนกลุ่มชาติพันธุ์ ในเรื่องความเท่าเทียมในสิทธิต่างๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษาหรือสาธารณสุข” ท่านทูตแคนาดา ฝากข้อคิดทิ้งท้าย

ข้อมูลจากองค์กร PROTECTION international ระบุว่า สถิติการร้องเรียนในช่วงเวลา 35 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการ “บังคับสูญหาย” 90 กรณี และกว่า 81 กรณียังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งการจัดนิทรรศการครั้งนี้เป็นการรวบรวมภาพถ่ายบอกเล่าเรื่องราวของ “37 นักสู้เพื่อสิทธิ” ที่ถูกลอบสังหารหรือถูกบังคับให้หายสาบสูญ หวัง “กระตุ้น” ให้สังคมไทย “ไม่ลืม” และย้ำเตือนว่าถึงวันนี้สิ่งที่ยังดำรงอยู่ คือ…

ภาพสะท้อนของความโหดร้าย!!!

Leave a comment