ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/255338
วันจันทร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.
“พ.ศ.2475–2500 เป็นช่วงประวัติศาสตร์ที่คนไทยเข้าใจน้อยที่สุด เพราะส่วนใหญ่จะเข้าใจในยุคสมัยใหม่แล้ว หรือหลังจากเหตุ 14 ตุลาคม 2516 ยุครัฐบาลของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่ในความเป็นจริง ถ้าจะเข้าใจการเมืองไทยว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ประวัติศาสตร์ยุคนี้สำคัญที่สุด”…
คำกล่าวของ “ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ” อาจารย์สาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในงานเปิดตัวหนังสือ “เบื้องแรกประชาธิปตัย : บทเรียนในสถานการณ์เปลี่ยนผ่าน” ที่ชี้ถึงยุคสมัยช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” นับตั้งแต่เช้าตรู่วันที่ 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งกลุ่มบุคคลที่ประกอบด้วย ทหาร ตำรวจ พลเรือน เข้าทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญ และเรียกกลุ่มของตนเองว่า…

คณะราษฎร!!!
“อาจารย์ประจักษ์” กล่าวต่อว่า แม้จะเป็นเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์ แต่ประวัติศาสตร์อาจถูกมองได้มากกว่าแค่ “มุมเดียว” อาทิ เหตุการณ์ในปี 2475 ยังมีข้อ “ขัดแย้ง” ถกเถียงทางความคิดกันอยู่ระหว่างคน 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือผู้ที่มองว่า “คณะผู้ก่อการชิงสุกก่อนห่าม” คนทั่วไปยังไม่ได้มีความพร้อมด้วย กับอีกกลุ่มที่เชื่อว่า “จำเป็นแล้วที่ต้องเปลี่ยนแปลง” เพื่อให้ประเทศชาติดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
ความเห็นของนักวิชาการท่านนี้ ที่มองว่าระหว่างปี 2475-2500 เป็นช่วงเวลาสำคัญมาก คงไม่เกินจริงนัก เพราะในช่วงดังกล่าว ประเทศไทย หรือสยามในเวลานั้น มีเรื่องราวทางการเมืองเกิดขึ้นมากมาย โดยตลอดเกือบ 84 ปีของระบอบประชาธิปไตยไทย มีความพยายาม “ก่อกบฏ” ล้มรัฐบาลทั้งหมด 12 ครั้ง และ “เกินครึ่ง” เกิดขึ้นช่วงปี 2475-2500 หรือในรอบ 25 ปี ถึง 8 ครั้ง และ “รัฐประหาร” ยึดอำนาจสำเร็จในช่วงเวลาดังกล่าว 6 ครั้ง จากรัฐประหารทั้งหมด 13 ครั้ง
รวมถึงเรื่องราวที่มีผู้ให้นิยามว่า “เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด” ของ 2 บุรุษผู้เป็นแกนนำคณะราษฎรอย่าง “หลวงพิบูลสงคราม” (แปลก ขีตตะสังคะ) ที่ต่อมาผู้คนรู้จักในชื่อ “จอมพล ป.พิบูลสงคราม” เจ้าของคำขวัญประจำตัว“เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” กับ “หลวงประดิษฐ์มนูธรรม” (ปรีดี พนมยงค์) ที่ต่อมาเป็นผู้ก่อตั้ง “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง” ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในภายหลัง ทั้งคู่เคยอยู่คนละฝ่ายในช่วงต้นทศวรรษ 2490 และเริ่มคิดถึงการร่วมมือกันอีกครั้ง เพื่อรักษาอุดมการณ์คณะราษฎร ในช่วงปลายทศวรรษเดียวกัน แต่ก็ “สาย” ไปเสียแล้ว
“สำหรับผม จุดเปลี่ยนของการเมืองไทยที่ตกทอดจนถึงทุกวันนี้ คือ การปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในปี 2500 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนของการเมืองไทยจริงๆ เป็นยุคปิดฉากคณะราษฎร กลายเป็นระบอบเผด็จการทหาร” อาจารย์ประจักษ์ กล่าว
ย้อนไปในเหตุการณ์ครั้งนั้น ซึ่งก็คือ “รัฐประหาร 16 กันยายน 2500” ประวัติศาสตร์ฉบับทางการบันทึกไว้ว่า สืบเนื่องจากการเลือกตั้งทั่วไป 26 กุมภาพันธ์ 2500 ประชาชนมองว่า “พรรคเสรีมนังคศิลา” ของจอมพล ป. ใช้วิธีหาเสียงอย่างไม่สุจริต มีการเดินขบวนประท้วง สวนทางกับ จอมพลสฤษดิ์ ที่ได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นเมื่อไม่ยอมปราบปรามผู้ชุมนุมตามคำสั่งของจอมพล ป. ในวันที่ 2 มีนาคม ปีเดียวกัน
ต่อมา วันที่ 15 กันยายน จอมพลสฤษดิ์ และคณะนายทหารใต้บังคับบัญชา ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้จอมพล ป. และพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ (ในขณะนั้น) เจ้าของประโยคคุ้นหู “ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีสิ่งใดที่ตำรวจไทยทำไม่ได้” ลาออก ท่ามกลางกระแสข่าวว่าสมาชิกพรรคเสรีมนังคศิลา ซึ่งเป็นฝ่ายของจอมพล ป. ก็เสนอให้จัดการอย่างเด็ดขาดกับ จอมพลสฤษดิ์ เช่นกัน ทำให้ จอมพลสฤษดิ์ ต้องเสี่ยง…

ชิงลงมือก่อน!!!
“อาจารย์ประจักษ์” กล่าวอีกว่า หากผู้ใดอยาก “เข้าใจ” วงจรการเมืองไทย ขอให้อ่านหนังสือ 3 เล่ม คือ 1.ฤทธิ์มีดสั้น เพราะมีบทสรุปคือ “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” ในทางการเมือง 2.ก๊อดฟาเธอร์ เพราะมีเรื่องของการ “ชิงไหวชิงพริบ” หักเหลี่ยมเฉือนคมทุกรูปแบบ และ 3.เบื้องแรกประชาธิปตัย เพราะหนังสือเล่มนี้รวม “เกร็ดประวัติศาสตร์” จากคำบอกเล่าของบุคคลสำคัญที่อยู่ในยุคสมัยนั้นทุกฝ่าย ถือเป็น “หลักฐานชั้นต้น” อันทรงคุณค่า และ “ไม่ตัดสิน” ว่าฝ่ายใดผิดหรือถูก
“บทที่สนุกในหนังสือ คือ บทสัมภาษณ์สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี หรือเรื่องราวของ พล.ท.ประยูร ภมรมนตรี หรือเรื่องของ พล.ต.ท.ชุมพล โลหะชาละ ที่เป็นนายตำรวจติดตามอารักขา จอมพล ป. ที่เล่าว่า จอมพล ป. หนีลี้ภัยไปนอกประเทศอย่างไรหลังถูกรัฐประหาร เช่น จอมพล ป. ขับรถซีตรอง ด้วยตัวเอง ไปยัง จ.ระยอง และตราด โดยทั้งเนื้อตัวมีเงินแค่ 2 หมื่นบาท และบทสุดท้ายจบที่บันทึกความทรงจำของท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ที่เล่าถึงชะตากรรมของจอมพล ป. ผู้เป็นสามี ช่วงที่ถูกปฏิวัติ” อาจารย์ประจักษ์ ยกตัวอย่างบางเรื่องที่น่าสนใจในหนังสือ
นักวิชาการท่านนี้ ทิ้งมุมมองถึง “บทสรุป” ของการศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทย ว่า การเมืองไทยก็เหมือน “ลูกตุ้ม” เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ไม่มีผู้ใดที่ได้ครองอำนาจยาวนาน ชนชั้นผู้นำไทยไม่เคยเป็นเอกภาพตั้งแต่อดีต เพราะมีหลาย “ก๊ก” หลายกลุ่ม แล้วก็ “หักหลัง” กันเอง จึงเป็นที่มาของ “การเมืองเปลี่ยนขั้ว” บ่อยครั้งทุก 4-5 ปี สังคมไทย “เดินผิดทาง” มาตลอด ด้วยความเชื่อว่าจะใช้ “อำนาจนิยม” หรือ “เผด็จการทหาร” มาแก้ไข“ข้อบกพร่อง” ของระบอบประชาธิปไตย…
แต่แท้ที่จริงกลับยิ่ง “ซ้ำเติม” ให้แย่ลงไปกว่าเดิม…
กลายเป็น “ปัญหา” จนทุกวันนี้…
ด้าน “ประกิต หลิมสกุล” เจ้าของนามปากกา “กิเลน ประลองเชิง” ประจำคอลัมน์ “ชักธงรบ” ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ กล่าวว่า เรื่องเล่าทั้ง 20 บท ในหนังสือเล่มนี้ “คนไทยทุกคนควรได้อ่าน” ทั้งหมดเป็นข้อมูลตรง ไม่วิพากษ์ ไม่ด่า ไม่ใส่อคติโน้มเอียง “ไม่มีใครดีที่สุดและเลวที่สุด” อาทิ แม้กระทั่งจอมพล ป. ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก ก็ยังมีมุมดีๆ อีกหลายด้าน
“อำนาจไม่ใช่ของจีรัง ถ้าไม่สุจริต ก็อยู่ไม่นาน แต่ก็ไม่แน่ มนุษย์ในระดับผู้นำมันก็ต้องมีดี ถ้าเราเริ่มมีอคติกับฝ่ายหนึ่ง มันก็เสียทันที อย่างจอมพล ป. มีมุมดีมากมาย ก็อยู่ที่ว่าจะเลือกมองมุมไหน แต่ถ้าสวมแว่นสี เราก็จะมีอคติในการมอง ไม่เป็นกลาง” ประกิต ระบุ
คอลัมนิสต์คนดัง กล่าวด้วยว่า ข้อมูลในหนังสือเล่มนี้ถือเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ “คนรุ่นหลัง” สามารถเรียนรู้ได้ เรามีนักให้ความเห็นมาก แต่ “นักข่าวสาร” ที่ให้ข้อมูลมีไม่มาก หนังสือเล่มนี้จึงสะท้อนความจริงจากการเรียนรู้การเมือง และนำมาใช้ได้ในปัจจุบัน
หากถามว่าหนังสือเล่มนี้ให้อะไร?
“กิเลน ประลองเชิง” กล่าวว่า ถ้าคิดจะเล่นการเมือง ก็จงเตรียมใจรับความสูญเสีย เสียเพื่อน เสียครอบครัว แม้จะร่วมก่อการมาด้วยกัน วันหนึ่งก็อาจแตกแยกกันได้ เพราะ…
“การเมือง”…
ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร!!!
พันแสง เดชามาตย์
