ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 เม.ย. 2560 05:30
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/906802

ทันทีที่สำนักข่าวท้องถิ่นและต่างประเทศรายงานข่าวด่วน เกิดเหตุระเบิดบนรถไฟใต้ดินในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก คาดมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ความรู้สึกแวบแรกที่เกิดขึ้น ย่อมแปลกใจ พร้อมกับคำถาม ‘ใครกันที่กล้าก่อเหตุรุนแรง โดยไม่หวั่นเกรงอำนาจของผู้นำสุดแกร่ง มาดนิ่ง อย่าง วลาดิเมียร์ ปูติน’ และที่สำคัญ ขณะเกิดเหตุ ประธานาธิบดีปูติน กำลังมาปฏิบัติภารกิจอยู่ในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กพอดี !!
ท่ามกลางการทำงานของหน่วยข่าวกรองแดนหมีขาว ทำให้ในเวลาไม่นานนัก ปริศนาของเหตุระเบิดบนรถไฟใต้ดินขบวนหนึ่งในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ที่กำลังวิ่งอยู่ระหว่างสถานี Sennaya Ploshchad กับสถานี Tekhnologichessky Instition คลี่คลายมากขึ้น ขณะที่ เจ้าหน้าที่รัสเซีย ชี้ เหตุระเบิดครั้งนี้เป็นเหตุก่อการร้าย โดยฝีมือมือระเบิดพลีชีพ เพราะมีการพบเข็มขัดระเบิดตกอยู่ในที่เกิดเหตุ ขณะที่ ตำรวจรัสเซียยังพบระเบิดอีกลูกถูกวางไว้ที่สถานีรถไฟใต้ดินอีกแห่ง คือ สถานี Ploshchad Vosstaniya ด้วย และโชคดีที่เจ้าหน้าที่สามารถกู้ระเบิดได้ทันเวลา

*เผยชื่อมือบึมพลีชีพ หนุ่มจากเอเชียกลาง
การทำงานอย่างรวดเร็วของหน่วยข่าวกรองรัสเซียในการคลี่คลายคดี ทำให้มีการเปิดเผยชื่อผู้ต้องสงสัยเป็นมือระเบิดพลีชีพ โดยอาศัยภาพจากกล้องวงจรปิด ว่าคือ ชายหนุ่มอายุ 22 ปี ชื่อ อัคบาร์ซอน ซาลิลอฟ (Akbarzhon DZhalilov) เกิดที่เมืองออช (Osh) ในสาธารณรัฐคีร์กีซสถาน ภูมิภาคเอเชียกลาง ซึ่งเคยเป็นอดีตรัฐของสหภาพโซเวียตเดิม โดยต่อมา นายซาลิลอฟ ได้เปลี่ยนมาถือสัญชาติรัสเซีย
จากการเช็กประวัติ ซาลิลอฟ อาศัยอยู่ในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก หลายปีแล้ว เคยทำงานเป็นช่างซ่อมรถ ก่อนจะไปทำงานที่ร้านซูชิ และจากการเปิดเผยตัวตนของตนเองบนโลกโซเชียล สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของเขาเกี่ยวกับมุสลิมหัวรุนแรง และการชกมวย ขณะที่คนที่เคยพบกับซาลิลอฟ อธิบายถึงลักษณะนิสัยใจคอของเขาว่า เป็นคนนิ่งๆ และเป็นผู้ชายที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี

* เคยเห็นความเหี้ยมโหดที่บ้านเกิด
เว็บไซต์ thestar รายงาน จากข้อมูลที่สืบหามาได้ ทำให้ทางการรัสเซียทราบว่า ก่อนที่ซาลิลอฟและครอบครัวจะย้ายถิ่นฐาน เดินทางมาอยู่ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งทำให้เขาได้สัญชาติเป็นพลเมืองรัสเซียนั้น เขาเป็นชนกลุ่มน้อยเชื้อสายอุซเบก ในคีร์กีซสถาน อาศัยอยู่ในเมืองออช ทางภาคใต้ของประเทศ และได้เห็นเพื่อนพี่น้องร่วมเผ่าพันธุสิ้นชีพกว่า 400 คน บาดเจ็บอีกหลายพัน จากเหตุการณ์ชนกลุ่มน้อยชาวอุซเบกปะทะกับชาวคีร์กีซในปี 2553
ด้วยเหตุนี้ นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งเป็นเมืองท่าทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย จึงเป็นปลายทางเพื่อหนีความรุนแรง ความยากจน และการว่างงาน ของประชาชนจำนวนมากจากคีร์กีซสถาน รวมทั้งผู้คนชาวมุสลิมที่เคยอยู่ในรัฐต่างๆ ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต โดยคนเหล่านี้จะได้ใบอนุญาตทำงานชั่วคราวในรัสเซีย หรือบางคนก็แอบทำงานอย่างผิดกฎหมาย ขณะที่ ตามรายงานระบุว่า มีผู้คนจากเอเชียกลางได้รับสถานะพลเรือนรัสเซียหลายพันคน ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา

*พ่อแม่กลับไปอยู่บ้านเกิด คีร์กีซสถานแล้ว
สื่อในรัสเซียรายงาน ซาลิลอฟ ทำงานในอู่ซ่อมรถกับพ่อ ก่อนจะมาทำอาหารในร้านซูชิ ในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และเขายังคงทำงานในเมืองนี้ต่อไป ขณะที่พ่อแม่ย้ายกลับไปอยู่ที่คีร์กีซสถานตามเดิมแล้ว ตามรายงานระบุถึงความผิดปกติของ ซาลิลอฟ หลังจากกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่คีร์กีซสถานเมื่อเดือนก่อน เขาไม่ได้เดินทางตรงกลับมายังเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเหมือนเช่นเคย แต่กลับไปมอสโกก่อน ซึ่งเรื่องนี้ เจ้าหน้าที่รัสเซียต้องสืบหาต่อไปว่า บางทีเขาอาจไปพบกับกลุ่มคนที่สมรู้ร่วมคิดกันก่อเหตุก็เป็นได้

** นิ่งมากๆ ขณะเตรียมลงมือก่อเหตุ
กล้องวงจรปิด เผยให้เห็นใบหน้าของซาลิลอฟ ขณะเดินเข้ามาในสถานีรถไฟใต้ดินอย่างชัดเจน เขาดูนิ่งมาก และเป็นผู้ชายหน้าตาดี สวมแว่นตา แจ็กเก็ตสีแดง และหมวกบีนนี่สีน้ำเงิน ขณะที่สะพายเป้ไว้บนหลัง ซึ่งเชื่อว่าในนั้นมีระเบิด! โดยคณะกรรมาธิการสืบสวนของรัสเซีย ยังเผยว่า เจ้าหน้าที่ตรวจพบ DNA ของซาลิลอฟ ที่กระเป๋าอีกใบที่มีระเบิดถูกวางไว้ก่อเหตุที่สถานีรถใต้ดินอีกแห่ง แต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่สามารถกู้ระเบิดได้ทันเวลา
** ชี้คนหนุ่มจากเอเชียกลางถูกปั่นให้เป็นคนหัวรุนแรง
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง อธิบายถึงคนที่มาจากเอเชียกลางว่าถูกยุยงปลุกปั่นให้เป็นนักเทศน์มุสลิมหัวรุนแรง และคนเหล่านี้จะเคลื่อนไหวอยู่ในเครือข่ายบนโซเชียลมีเดีย โดยคนหนุ่มอย่าง ซาลิลอฟ ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ติดตามหน้าเพจของเครือข่ายมุสลิมหัวรุนแรงเหล่านี้บนโลกออนไลน์ ขณะที่ สื่อยังรายงานอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สืบสวนด้วยว่า ซาลิลอฟ ยังเคยถูกกล่าวหาว่าติดต่อกับกลุ่มดาเอช หรือรู้จักกันดีในชื่อ ไอซิส

* ไอซิส อีกแล้วหรือ?
ถึงแม้หลังเกิดเหตุระเบิดรถไฟใต้ดินในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบ แต่ดูเหมือนหน่วยข่าวกรองจะให้น้ำหนักไปที่กลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือ ไอซิส มากกว่าคู่ขัดแย้งของรัสเซียอย่าง กบฏเชเชน
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีปูติน ได้เคยกล่าวว่า มีชาวรัสเซียและคนจากอดีตสหภาพโซเวียต มากถึง 5,000-7,000 คน เดินทางไปร่วมกับกลุ่มไอซิส ในซีเรีย จนทำให้ปูตินตีตรากลุ่มไอซิส ว่าคือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้รัสเซียต้องกระโจนเข้าไปสู่สงครามกลางเมืองในซีเรีย โดยผู้เชี่ยวชาญด้านอิสลามหัวรุนแรง ที่อยู่ในคีร์กีซสถาน เผยกับสถานีโทรทัศน์ Dozhd ว่ามีชาวคีร์กีซราว 850 คน เข้าไปร่วมกับกลุ่มไอซิสในซีเรียและอิรัก
ขณะที่ หน่วยงานความมั่นคงของรัสเซีย ยังได้ข่าวกรองจากชายรัสเซียที่แอบแฝงตัวไปร่วมกับกลุ่มไอซิสที่เดินทางกลับมาจากซีเรีย ว่ามีการวางแผนก่อเหตุรุนแรงในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก อย่างไรก็ตาม ชายผู้นี้รู้ไม่มากไปกว่านี้ จึงทำให้เจ้าหน้าที่รัสเซียพยายามดักฟังโทรศัพท์ เพื่อสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับแผนก่อการร้ายในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

ทว่าในที่สุด ทุกอย่างก็สายเกินไป… เมื่อ นายซาลิลอฟ ได้ก่อเหตุระเบิดพลีชีพสะเทือนขวัญ บนรถไฟใต้ดินขบวนหนึ่งในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ขณะที่ หน่วยงานความมั่นคงรัสเซีย กำลังเร่งสืบสุดชีวิตว่า ‘ไอซิส’ ที่ยังเงียบกริบ ไม่ออกมาแสดงความรับผิดชอบใดๆ ผิดแผกแตกต่างไปจากเคย คือตัวการที่อยู่เบื้องหลังการก่อวินาศกรรม ‘ลูบคม’ ปูติน อย่างร้ายกาจ คราวนี้หรือไม่!!!