ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/255790
วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.
“พุทธศาสนา”…
มีความผูกพันกับสังคมไทยมาช้านาน ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่เป็น “ชาวพุทธ” เกือบทุกพื้นที่ของแผ่นดินไทยมี “วัด” เป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน ตามประเพณีชายไทยที่อายุครบ 20 ปี ต้อง “อุปสมบท”เป็นพระภิกษุสงฆ์
สำหรับประเทศไทย มีตำแหน่ง “สมเด็จพระสังฆราช” ทำหน้าที่เป็น “ประมุขฝ่ายสงฆ์”คู่กับพระมหากษัตริย์ที่เป็น “ประมุขฝ่ายฆราวาส” โดยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ นับตั้งแต่ “รัชกาลที่ 1”พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช “ปฐมกษัตริย์” แห่งราชวงศ์จักรี มีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชอย่างต่อเนื่อง นับได้ 19 พระองค์ และเมื่อวันที่ 7 ก.พ.2560 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร “รัชกาลที่ 10”แห่งราชวงศ์จักรี ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดสถาปนา…
“สมเด็จพระมหามุนีวงศ์” (อัมพร อมฺพโร) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช“องค์ที่ 20”

ทั้งนี้ จะมีพระราชพิธีสถาปนาอย่างเป็นทางการ ในเวลา 17.00 น. วันที่ 12 ก.พ. 2560ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ซึ่ง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร จะเสด็จฯ ทรงประกอบพิธีด้วยพระองค์เอง
สำหรับ “ประวัติ” ของสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) นามเดิมชื่อ อัมพร ประสัตถพงศ์ เกิดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2470 ณ ต.บางป่าอ.เมือง จ.ราชบุรี โยมบิดาชื่อนายนับ ประสัตถพงศ์ โยมมารดาชื่อนางตาล ประสัตถพงศ์ ประกอบอาชีพค้าขาย เริ่มเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเทวานุเคราะห์ กองบินน้อยที่ 4 ต.โคกกระเทียม อ.เมือง จ.ลพบุรี จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ปี 2480 อายุได้ 10 ปี “เริ่มชีวิตสมณเพศ”ด้วยการบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดสัตตนารถปริวัตรวรวิหาร ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ราชบุรี โดยมีพระธรรมเสนานี (เงิน นนฺโท) เป็นพระอุปัชฌาย์ ก่อนจะย้ายไปจำพรรษาที่วัดตรีญาติ ต.พงสวายในเขต อ.เมืองราชบุรี เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม มีความก้าวหน้ามาตามลำดับ กระทั่งปี 2483 สอบได้นักธรรมชั้นตรี ปี 2484 สอบได้นักธรรมชั้นโท ปี 2486 สอบได้นักธรรมชั้นเอก กับเปรียญธรรม3 ประโยค และปี 2488 สอบได้เปรียญธรรม4 ประโยค

ในปี 2490 “สามเณรอัมพร” เดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาจำพรรษาที่ “วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร” เขตพระนคร วัดแห่งนี้เป็นพระอารามหลวงที่ “รัชกาลที่ 5” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็น “วัดประจำรัชกาล” ของพระองค์ และได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในวันที่ 9 พ.ค.2491 โดยมี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน)“สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 18” เป็นพระอุปัชฌาย์ และมี พระจินดากรมุนี (ทองเจือ จินฺตากโร)เป็นพระกรรมวาจาจารย์
หลังอุปสมบท “พระอัมพร” ยังคงศึกษาทางธรรมต่อ จนสอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค ในปี 2493 ก่อนจะศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย สถาบันอุดมศึกษาที่เชื่อมประสานความรู้ “ทางโลก-ทางธรรม” เข้าด้วยกัน ผู้เรียนสามารถ “ประยุกต์” หลักธรรมเข้ากับเรื่องราวทางโลกนำไปสู่การ “เผยแพร่ธรรมะ” แก่ฆราวาสอย่างเข้าใจ เป็นการ “สืบทอดพระศาสนา” ให้คงอยู่ต่อไป
หลังสำเร็จการศึกษา ปริญญาตรี ศาสนบัณฑิต ในปี 2500 ถือเป็นนักศึกษารุ่นที่ 5 ของมหาวิทยาลัย จากนั้นปี 2509 “พระอัมพร” ได้เดินทางไปยัง “ชมพูทวีป” ประเทศอินเดียดินแดนกำเนิดของพระพุทธศาสนา เพื่อศึกษาต่อณ มหาวิทยาลัยพาราณสี รัฐอุตตรประเทศ (Banaras Hindu University, Varanasi, Uttar Pradesh, India) มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของอินเดีย จนสำเร็จ ปริญญาโท ประวัติศาสตร์และโบราณคดี ในปี 2512
จากนั้นเริ่มงานเผยแพร่พระพุทธศาสนา โดยปี 2516 เป็น “หัวหน้าพระธรรมทูต” นำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย (Sydney, Australia) ตามคำนิมนต์ของประธานพุทธสมาคมแห่งรัฐนิวเซาธ์เวลส์ (New South Wales) ทำให้พระพุทธศาสนา “นิกายเถรวาท” ในออสเตรเลียมีรากฐานมั่นคง นอกจากนี้ยังทำงานด้านการศึกษาของภิกษุ-สามเณร อาทิ เป็นอาจารย์สอนธรรมวินัย กรรมการสนามหลวงแผนกธรรมและแผนกบาลี รวมถึงเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ลำดับการได้รับแต่งตั้ง “สมณศักดิ์”ปี 2514 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระปริยัติกวี ปี 2524 เป็นพระราชาคณะชั้นราช ปี 2533 เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ปี 2538 เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ปี 2543 เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง
ปี 2552 เป็น “สมเด็จพระราชาคณะ”มีตำแหน่งทางปกครองของคณะสงฆ์ เป็นเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม กรรมการคณะธรรมยุต กรรมการเถรสมาคมคณะธรรมยุต ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค14-15 (ธรรมยุต) และแม่กองงานพระธรรมทูต
สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร)มี “วัตรปฏิบัติ” เป็นที่เคารพนับถือ เลื่อมใส สมถะ ตามแบบฉบับศิษย์สาย “หลวงปู่ฝั้น อาจาโร” พระกรรมฐานที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย แห่งวัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากพระราชพิธีสถาปนา จะใช้พระนามว่า“สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ” และต่อท้ายด้วยชื่อเดิม ซึ่งเป็นพระนามของสมเด็จพระสังฆราชตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 1 จนถึงองค์ที่ 18 ตามโบราณราชประเพณี ส่วนเหตุที่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก “สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19” มีพระนามแตกต่างจาก 18 องค์ที่ผ่านมา เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “ในหลวงรัชกาลที่ 9” โปรดเกล้าฯสถาปนาให้มีชื่อเดิมก่อนที่จะเป็นสมเด็จพระสังฆราช

สำหรับอำนาจหน้าที่ของตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แบ่งเป็น2 ส่วน คือ มาตรา 8 สมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงตำแหน่ง “สกลมหาสังฆปริณายก” ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ และทรงตราพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม กับ มาตรา 12 ทรงดำรงตำแหน่ง“ประธานมหาเถรสมาคม” ซึ่งเป็นหน่วยงานทำหน้าที่ปกครองดูแลพระภิกษุและสามเณร
หากนับจากวันที่ 24 ต.ค.2556 ที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกสิ้นพระชนม์ ตำแหน่งสมเด็จ
พระสังฆราชว่างลง “นานกว่า 3 ปี” ดังนั้น ข่าวการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่ จึงเป็นเรื่องน่ายินดี และ “เป็นมงคล” ของชาวพุทธทั่วแผ่นดินไทย


