ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย 24 เม.ย. 2560 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/920687

นอกจากคำวิเคราะห์ของกอร์บาชอฟแล้ว เรายังพบว่าการเลือกตั้งระดับต่างๆ ของโลกในปัจจุบัน มักจะเลือกคนสายเหยี่ยวและคนที่มีภูมิหลังชาตินิยม มีศาสนาเดียวกัน ก่อนหน้านี้ คนจาการ์ตาเลือกผู้ว่าฯ ของตนมาจากคนเชื้อสายจีนที่มีความคิดความอ่านด้านการพัฒนาสูง สำหรับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา คนชนะคือ นายอานิส บาสวีดัน อดีต รมว.ศึกษาธิการ ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม ในขณะกำลังหาเสียงเลือกตั้งก็มีการเดินขบวนครั้งใหญ่ของกลุ่มเคลื่อนไหวอิสลามิสต์
ที่สาธารณรัฐตุรกีก็มีการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มอำนาจให้กับประธานาธิบดีแอร์โดกัน ซึ่งเป็นผู้นำที่จะนำตุรกีเข้าไปสู่การเป็นสาธารณรัฐปฏิบัติเข้มทางด้านศาสนาอิสลาม ซึ่งตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ตุรกีเป็นประเทศที่พยายามแยกการเมืองออกจากศาสนา และมีความต้องการทำให้ตุรกีเป็นรัฐสมัยใหม่ เดิมประชาชนต้องการให้แยกการเมืองออกจากศาสนาอย่างเด็ดขาด แต่ตอนนี้กลับไม่ใช่แล้วครับ
การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีของฝรั่งเศสในห้วงช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีการเลือกตั้งรอบแรกไปในวันอาทิตย์เมื่อวาน เราจะเห็นว่าผู้สมัครบางคนให้คำมั่นสัญญาแบบเดียวกับทรัมป์ คือบอกว่าจะยุติการอพยพของผู้ลี้ภัยที่เข้ามาในฝรั่งเศส และจะนำนโยบายพรมแดนกลับมาใช้
ฝรั่งเศสเป็นประเทศสมาชิกสำคัญของสหภาพยุโรป พลเมืองของสหภาพยุโรปเดินทางเข้าออกได้โดยที่ไม่ต้องมีการตรวจลงตรา รถวิ่งผ่านพรมแดนได้โดยไม่ต้องหยุดตรวจ แต่กระแส “ฝรั่งเศสนิยม” กลับมาแรงกว่า “สหภาพยุโรปนิยม” ขณะที่นางมารีน เลอ แปน ปราศรัยเรื่องนำการกั้นพรมแดนกลับมาใช้ ผู้คนก็ปรบมือ ตะโกนสนับสนุนกันอื้ออึง
ที่ออสเตรเลียก็เหมือนกัน วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีเทิร์นบูลล์ประกาศแผนการปฏิรูปการสมัครขอสัญชาติออสเตรเลียให้มีความเข้มงวด ต้องมีการสอบเพื่อวัดทักษะการใช้ภาษาอังกฤษระดับสูง คนขอสัญชาติจะต้องได้คะแนนสอบ IELTS ไม่ต่ำกว่า 6.0 ต้องมีถิ่นพำนักถาวรในออสเตรเลียไม่น้อยกว่า 4 ปี ซึ่งเดิมกำหนดไว้เพียง 1 ปี
ก่อนหน้านี้ โลกนิยมการค้าเสรี ทว่าวันนี้ไม่ใช่แล้วครับ ตั้งแต่ต้น พ.ศ. 2560 เป็นต้นมา กระแสนโยบายกีดกันการค้ามาแรง หลายประเทศวางยุทธศาสตร์เพื่อนำประเทศของตนไปสู้ในสงครามการค้า แม้แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ก็ยังยอมรับและออกมาบอกว่า การมาแรงของสงครามการค้าจะทำให้โลกวุ่นวายขึ้น
คนที่ทำตัวเป็นพี่เบิ้มอย่างสหรัฐฯวันนี้ไปไหนมาไหน ไม่ใช่เป็น “ผู้ให้” แบบแต่ก่อนแล้วครับ ไม่ว่าประธานาธิบดีทรัมป์หรือรองประธานาธิบดีเพนซ์พูดกับผู้นำที่ตนเองพบว่าสหรัฐฯต้องการการค้าที่ยุติธรรมและต้องการให้แก้เรื่องการเกินดุลทางการค้า การไปเยือนอินโดนีเซียของเพนซ์เมื่อ 19 เมษายน 2560 ประโยคแรกๆที่เพนซ์พูดกับผู้นำอินโดนีเซียก็คือ เรื่องการขาดดุลการค้าของสหรัฐที่มีกับอินโดนีเซียด้วยเช่นกัน
ทั้งที่เกาหลีใต้มีปัญหาวุ่นวายขายปลาช่อนกับเกาหลีเหนือ และถูกจีนเล่นงานเรื่องที่สหรัฐฯไปติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD ขณะที่เกาหลีเหนือขู่ว่าจะยิงขีปนาวุธมาถล่มทำเนียบประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ รองประธานาธิบดีเพนซ์กลับพูดจาเมื่อตอนไปเยือนว่า สหรัฐฯต้องการทบทวนและแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ และเอาเรื่องที่สหรัฐฯขาดดุลการค้ากับเกาหลีใต้ขึ้นมาพูดอีก
ญี่ปุ่นก็มีปัญหาคล้ายกับเกาหลีใต้ เมื่อเพนซ์ไปเยือน กลายเป็นว่าเพนซ์ไปเจรจาให้ญี่ปุ่นเปิดตลาดต้อนรับสินค้าของสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นมีความหวังกับสหรัฐฯเรื่องทีพีพี ทว่ามาวันนี้เพนซ์กลับบอกกับญี่ปุ่นว่า ทีพีพีนั้นเป็นอดีตไปแล้ว ทีพีพีเป็นพหุภาคี วันนี้ เรามาส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้าทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯกับญี่ปุ่นดีกว่า
20–30 ปีที่ผ่านมา หลายประเทศสร้างนักการเมืองและข้าราชการให้มีทัศนคติที่ดีโน้มเอียงไปในทางการค้าเสรี ใต้สมองของท่านเหล่านี้คือ ค้าเสรีๆ ถึงวันนี้ต้องเปลี่ยนนะครับ เพราะโลกไม่ค้าเสรีๆแล้วมีแต่ “กีดกันการค้าๆ”.
นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com