โลกปลื้มสุดโต่ง ปลุกกระแสชาตินิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย วีรพจน์ อินทรพันธ์ 23 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/919911


อำนาจล้น-นายเรเซป ทายยิป เออร์โดกัน ประธานาธิบดีตุรกี โบกมือทักทายผู้สนับสนุนหลังชนะประชามติปฏิรูปรัฐธรรมนูญ รวบอำนาจการปกครอง.

คำวิจารณ์ที่เราชอบพูดกันติดปากว่า “คนไทยเอาสะใจเข้าว่า” คงใช้กับบ้านเราอย่างเดียวไม่ได้เสียแล้ว เพราะหากได้ติดตามข่าวสถานการณ์โลก ณ ปัจจุบันนี้ จะเห็นได้ว่าในแต่ละประเทศเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน คือชอบความสุดโต่ง เด็ดขาด และมีความชัดเจน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งความชื่นชอบในตัวผู้นำทั้งหลาย ที่มีคุณลักษณะดังกล่าว พอได้ฟังแล้วเกิดความสะใจคนดู นี่แหละเป็นที่นิยมนัก อย่าง “โดนัลด์ เจ. ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ได้เข้ามานั่งในทำเนียบขาววอชิงตัน ดี.ซี.อย่างไม่น่าเชื่อ

ขณะที่ฟากยุโรป ก็มีการเคลื่อนไหวในทางเดียวกัน ในฝรั่งเศสที่กำลังจะมีการเลือกตั้งผู้นำใหม่รอบแรก 23 เม.ย. และรอบตัดสินวันที่ 7 พ.ค.นี้ ก็มีคนประเภทเดียวกัน คือ “มารีน เลอ เพน” ผู้สมัคร จากพรรคแนวหน้าแห่งชาติ (เอฟเอ็น) ที่มาแรงและมีสิทธิได้ลุ้นบัลลังก์แวร์ซาย

ด้วยการชูนโยบายที่สามารถตีความได้ว่าคนในชาติต้องมาก่อน หลังจากนี้จะไม่ปล่อยให้เหล่าผู้อพยพมาเบียดเบียนอีกต่อไป ขณะที่กลุ่มก่อการร้ายก็จะอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้อีก เช่นเดียวกับสถานการณ์ในตุรกี ที่ “เรเซป ทายยิป เออร์โดกัน” ประธานาธิบดีตุรกี กำลังอยู่ในช่วงเริงร่า หลังการรัฐประหารล้มเหลววันที่ 15 ก.ค.2559 ส่งผลให้รัฐทำการกระชับฐานอำนาจ ปลดทหาร ตำรวจ ผู้พิพากษา นักวิชาการกว่า 140,000 ตำแหน่ง

ตามด้วยการลงประชามติวันที่ 16 เม.ย. ที่ผ่านมา ไฟเขียวปฏิรูปรัฐธรรมนูญให้พาวเวอร์ประธานาธิบดีมีอำนาจสิทธิขาด ตั้ง-ปลด ครม. ออกคำสั่งผู้บริหารที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย และยังเป็นการเปิดช่องให้ผู้นำครองตำแหน่งยาวถึงปี 2572

เออร์โดกันเริ่มออกลาย พูดจาอันตรายกับชาติตะวันตก ในเมื่อคนตุรกีเข้าไปอาศัยในยุโรปเยอะ ก็ออกลูกออกหลานเพิ่มไปอีก ตีความได้ว่าแพร่พันธุ์เข้าไปยึดยุโรปเสียแล้ว

ยังไม่รวมถึงฟากเอเชีย “โรดริโก ดูเตร์เต” ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ นักเลงเทศมนตรีจากดาเวา ที่ได้ความนิยมชมชอบจากประชาชนจากนโยบายปราบยาเสพติด ตายไปกว่า 7,000ศพ แสดงจุดยืนไม่สนฝรั่งตาน้ำข้าว ผลประโยชน์ชาติต้องมาก่อน ไม่เป็นลูกไล่ใครง่ายๆ

จากกรณีทั้งหมดนี้ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะตั้งคำถามว่า โลกกำลังขับเคลื่อนไปในลักษณะ ของความเป็น “ชาตินิยม” อีกครั้ง จากนโยบายการบริหารประเทศ ที่มาในทางคนของฉันต้องมาเป็นเบอร์หนึ่ง

นอกจากนี้ สถานการณ์ก็ยังเข้าเค้ากับบทความของนักรัฐศาสตร์เจฟฟรีย์ เฮิร์บส์ ของสหรัฐฯ เขียนไว้ว่า “กระแสชาตินิยมมักจะเกิดขึ้นเวลาคนในชาติรู้สึกตกอยู่ในภัยคุกคาม ไม่ว่าภัยสงครามหรือปัจจัยจากภายนอก และคนในชาติเกิดความรู้สึกว่าจะต้องรวมตัวกันถึงจะสามารถปราบภัยคุกคามนั้นได้”

อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์การเมืองโลกหลายต่อหลายหนที่ผ่านมา ได้ทิ้งบทเรียนไว้เสมอว่ากระแสชาตินิยมมักจะนำไปสู่อันตราย หากปล่อยให้มันดำเนินต่อไปอย่างไร้การควบคุม

โดยย้อนไปในยุโรปปลายศตวรรษที่ 18 กระแสชาตินิยมได้ถูกจุดติดขึ้นมาในเยอรมนีและอิตาลี ที่ถูกกองทัพ “นโปเลียน” ของฝรั่งเศส เข้ายึดครอง ซึ่งหลังจากนั้นสถานการณ์ก็ได้สั่งสมบ่มเพาะเรื่อยมา คำว่าชาติเราต้องมาก่อน ยังไม่หายไปไหนจวบจนศตวรรษที่ 20

โลกต้องจ่ายค่าเสียหายราคาแพงสมาชิกกลุ่มชาตินิยมเซอร์เบียลอบสังหาร “อาร์กดยุก ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์” แห่งอาณาจักรออสเตรีย-ฮังการี กลายเป็นชนวนเริ่มต้นของมหาสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อปี พ.ศ.2457 มีผู้เสียชีวิตกว่า 38 ล้านคน ทั้งทหารและพลเรือน

และกลายเป็นเหตุการณ์ต่อยอด จิตรกรหนุ่มจากออสเตรีย นามว่า “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ที่ผันตัวมาเป็นนักการเมืองในเยอรมนี ใช้บาดแผลความพ่ายแพ้ต่อฝ่ายสัมพันธมิตรมาปลุกกระแสความเป็นชาตินิยม “ชนชาวอารยัน ต้องเหนือกว่าผู้ใดในโลก” ภายใต้ร่มธงสวัสติกะพรรคนาซี ประจวบเหมาะกับภูมิภาคเอเชียในขณะนั้น จักรวรรดิญี่ปุ่น ก็มีการปลุกกระแสชาตินิยมต่อต้านตะวันตกอย่างรุนแรง

จึงทำให้ไฟสงครามลามไปทั่วโลกอีกหน ในเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 หรือในเอเชียที่เรียกว่าสงครามมหาเอเชียบูรพา โดยในช่วงระหว่าง พ.ศ.2482 ถึง 2488 มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 60 ล้านคน

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเรื่องน่าจับตาอย่างยิ่งว่าสถานการณ์โลกในปัจจุบันจะมุ่งไปสู่ทิศทางใด ความบ้าคลั่งเหมือนสมัยอดีตจะหวนกลับมาอีกหรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วมนุษย์เราจะหนีไม่พ้นคำเก่าแก่ “ประวัติศาสตร์ย่อมซ้ำรอยเดิม”.

วีรพจน์ อินทรพันธ์

 

Leave a comment