ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/256486

วันพุธ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.
14 กุมภาพันธ์-วันวาเลนไทน์ปีนี้ เป็นวันที่สหกรณ์การเกษตรจากหลายภาคนัดหมายจะส่งตัวแทนบุกทำเนียบรัฐบาลพร้อมรายชื่อสหกรณ์ภาคการเกษตรกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อคัดค้านการทบทวนโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ภาคพื้นดิน (โซลาร์ฟาร์ม) ที่กระทรวงพลังงาน กำลังจะเสนอแก้ไข “วิธีคัดเลือก” ผู้ร่วมโครงการและจะ“ปรับลดราคารับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์ม”ลง
“โซลาร์ฟาร์ม”เป็นโครงการที่รัฐส่งเสริมให้ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่ถือเป็นพลังงานสะอาด ใช้ไม่มีวันหมด มีมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ เป็นพลังงานทางเลือกทดแทนพลังงานจากฟอสซิลอย่างนํ้ามัน,ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินที่นับวันก็ร่อยหรอหมดไป รัฐบาลที่ผ่านมาพยายามจะส่งเสริมเอกชนให้ทำโซลาร์ฟาร์ม โดยรัฐจะรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตได้ ให้“แอดเดอร์”หรือส่วนเพิ่มค่าไฟฟ้าถึง 8 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปี หมายความว่า ราคาไฟฟ้าฐานบวกค่า FT ขายอยู่เท่าไหร่ ก็บวกเพิ่มอีก 8 บาทต่อหน่วย ทำให้มีผู้แห่แสดงความจำนงที่จะทำจำนวนมาก
ต่อมารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีนโยบายใหม่ในการเลือกผู้ทำโครงการและยกเลิกระบบ“แอดเดอร์” เปลี่ยนเป็น “Feed in Tariff” รับซื้อโดยคิดค่าไฟฟ้าในอัตราตามต้นทุนจริงที่รัฐคำนวณให้คงที่ตลอดอายุโครงการ 25 ปี ได้อัตรา 5.66 บาทต่อหน่วย ทั้งนี้ได้ให้สิทธิสหกรณ์องค์กรภาคการเกษตรทำโซล่าฟาร์มรวม 400 เมกะวัตต์ คัดเลือกโดยวิธี“จับสลาก”จากสหกรณ์ที่แสดงความจำนงมา และได้จับสลากระยะแรก 300 เมกะวัตต์ ประกาศผลช่วง เม.ย. 2559 มี 67 รายที่ได้ รวมกำลังผลิต 281 เมกะวัตต์แบ่งเป็นพื้นที่ภาคกลาง 25 ราย 108.2 เมกะวัตต์,ภาคตะวันตก 18 ราย 76เมกะวัตต์,ภาคตะวันออก 17 ราย 70.47 เมกะวัตต์,ภาคเหนือ 1 ราย 5 เมกะวัตต์ และพื้นที่การไฟฟ้านครหลวง 6 ราย 21.65 เมกะวัตต์ จึงเหลือโควตาส่วนนี้ 19 เมกะวัตต์นำไปรวมกับโควตาภาคใต้ 50 เมกะวัตต์ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 50 เมกะวัตต์ รวมเป็น 119 เมกะวัตต์ เพื่อทำการคัดเลือกหาในเฟสที่ 2 ต่อไป
แต่มาตอนนี้ สำนักงานนโยบายพลังงาน โดยการเห็นชอบของพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน จะเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในการประชุมวันที่ 17 ก.พ.ที่จะถึงนี้ ให้เปลี่ยนวิธีคัดเลือกสหกรณ์ที่จะทำโซลาร์ฟาร์มเฟส 2 จากการ“จับสลาก”เป็น“การประมูล”แทน อ้างเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่า เพื่อให้เกิดการแข่งขันเสรีส่งผลดีต่อผู้ใช้ไฟฟ้าโดยรวม เพราะจะมีการแข่งขันด้านราคาและสะท้อนต้นทุนการผลิตจริง ซึ่งการประมูลจะพิจารณาว่า ใครเสนอขอรับอัตรา“Feed in Tariff”ต่ำกว่าและมีระบบสายส่งรองรับ ก็จะได้สิทธิไป เรียงจากรายที่มีต้นทุนต่ำที่สุดขึ้นมา จนครบโควตา 119 เมกะวัตต์
ที่สำคัญ ยังจะขอลดราคาการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มจากเดิมที่ประกันไว้ให้หน่วยละ 5.66 บาทเหลือ 4.12 บาทด้วยโดยอ้างว่า ค่าลงทุนลดลง โดยเฉพาะ“แผงโซลาร์”ปัจจุบันที่ราคาถูกลงจาก 54 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ เหลือ 42.2 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์เท่านั้น
เรื่องนี้ทำให้เครือข่ายสหกรณ์ที่ตั้งใจทำโครงการโซลาร์ฟาร์ม เพื่อให้มีรายได้เสริมจากอาชีพการทำเกษตรกรรมบ้าง ต้องออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน ชี้ว่า การเปิดประมูลจะทำให้มีแต่สหกรณ์รายใหญ่หรือพวกที่“ฮั้ว”กับกลุ่มทุนใหญ่ไม่กี่รายเท่านั้น ที่ได้รับเลือก ถือเป็นการ“ล็อกสเปก”ให้เกิดการผูกขาดด้านพลังงานเหมือนที่ผ่านมาอีกซึ่งไม่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่พล.อ.ประยุทธ์บอกไว้ว่า เน้นความโปร่งใสเสมอภาค มีการกระจายรายได้ให้อย่างเท่าเทียม ดังนั้นจึงต้องการให้คงการ“จับสลาก”เพื่อให้สหกรณ์การเกษตรไม่ว่ารายเล็กหรือใหญ่ ก็มีสิทธิเท่าเทียมกันอย่างเป็นธรรม
ส่วนการลดค่าไฟฟ้าที่รับซื้อเหลือ 4.12 บาท/หน่วย ก็จะทำให้สหกรณ์รายเล็กๆไม่สามารถแข่งขันได้ โดยเฉพาะจะไม่สามารถไปขอกู้เงินจากแหล่งเงินกู้มาทำโครงการได้ อีกทั้งการที่โซลาร์ฟาร์มระยะ 2 ขายไฟฟ้าได้ราคาแค่ 4.12 บาท/หน่วย ขณะที่กลุ่มที่ทำระยะแรกขายได้ 5.66 บาท/หน่วย ก็เกิดความไม่เป็นธรรมเห็นๆ
ชั่งน้ำหนักเหตุผลทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว ผมขอเข้าข้างฝ่ายสหกรณ์การเกษตร และอยากให้รัฐคิดถึงเป้าหมายหลักของการส่งเสริม“โซลาร์ฟาร์ม” คืออะไรแน่
จะส่งเสริมให้ช่วยกันผลิตพลังงานทดแทนที่สะอาดมีประโยชน์ต่อโลก แล้วยังช่วยเหลือให้กลุ่มเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น รัฐก็ต้องยอมๆเรื่องราคาบ้างนะครับ
สาโรช บุญแสง