ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/256674
วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

แบบนี้ไม่เรียก “อัปยศ” ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร
เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เห็นข่าวนายกรัฐมนตรี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ออกมาปรามกลุ่มประชาชนที่คัดค้านการก่อสร้าง “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” จ.กระบี่ ไม่ให้เดินทางมาชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ตามที่มีการประกาศดีเดย์กัน
“ขอร้องว่าอย่ามาเดินขบวนกันช่วงเวลานี้ เดี๋ยวจะมีปัญหาทางกฎหมาย ผมขอเตือนไว้ก่อน เพราะการเดินขบวนคุณขออนุญาตกันหรือยัง เพราะมีคำสั่ง คสช. และกฎหมายอยู่ นี่คือปัญหาประเทศไทยทั้งที่มีกฎมายก็ยังจะทำ แล้วมาอ้างประชาธิปไตย ที่ผ่านมาคนอื่นเขาเดือดร้อนหรือไม่ ถ้ามันสร้างไม่ได้ แล้วภาคใต้มีพลังงานไฟฟ้าไม่พอใช้จะทำอย่างไร”
นี่เป็นคำขู่ของนายกฯที่ผมไม่แน่ใจว่าจะมีใครที่ไหนกลัวหรือไม่ แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่า “ไม่มี” เพราะปัญหาการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ที่เกิดขึ้น แท้จริงแล้วก็เกิดจากความ “ไม่โปร่งใส” ของรัฐบาลเอง
ไม่รู้ว่านายกฯยังจำได้หรือเปล่าว่าเมื่อปี 2558 เป็นนายกฯเองนั่นแหละที่สั่งให้ตั้ง “คณะกรรมการไตรภาคี” มาศึกษาว่า
จ.กระบี่ สามารถพึ่งพา “พลังงานหมุนเวียน” ตามข้อเสนอของชาวบ้านที่ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินได้จริงหรือไม่
ทุกอย่างก็ทำท่าจะไปได้ดี เพราะในขณะที่การศึกษากำลังจะได้ข้อสรุป แต่จู่ๆเดือนสิงหาคม ปีที่แล้ว ก็กลับมีการสั่งเบรกการทำงานของคณะกรรมการไตรภาคีไปอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำให้ทุกอย่างต้องกลับไปที่จุดเดิม คือ การกลับมา “เผชิญหน้ากัน” อีกครั้งระหว่างชาวบ้านกับรัฐ ซึ่งแม้ใครจะคิดว่า “พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์” ในฐานะประธานคณะกรรมการชุดนี้เป็นต้นตอสำคัญของเหตุครั้งนี้ แต่สำหรับผมกลับรู้สึกว่าคนที่สั่งให้ล้มจริงๆ ต้องเป็นใครที่ใหญ่กว่าหรือไม่ เพราะ พล.อ.สกนธ์ คงไม่คิดจะลุกขึ้นมาหักหาญ “คำสั่ง” ของนายกฯเป็นแน่
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นใครที่ออกคำสั่งล้มการทำงานของคณะกรรมการไตรภาคี แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นมาแล้ว คือ เวลานี้ชาวบ้านทุกคนต่างกำลังรู้สึกว่าถูก “หักหลัง” เพราะรัฐบาลตั้งธงไว้อยู่แล้วว่า “จะเอาให้ได้” กับโรงไฟฟ้าถ่านหิน ดังนั้นทางออกจึงมีอยู่ทางเดียวเท่านั้น คือ ชาวบ้านต้องลุกขึ้นสู้
คำขู่ของนายกฯจึงไม่ต่างอะไรกับน้ำลายที่บ้วนลงพื้น เต็มที่ก็มีแต่คนรังเกียจ แต่ไม่มีใครกลัว
น่าเสียดายนะครับ แทนที่รัฐบาลจะ “สำเหนียก” ถึงสัญญาณความไม่พอใจของชาวบ้านที่แรงขึ้นๆ และเร่งหาทางทำความเข้าใจ ด้วยการทำทุกอย่างให้กลับเข้าสู่ครรลอง เช่น การฟื้นกระบวนการรับฟังความคิดเห็นหรือหาทางออกที่ยอมรับได้ร่วมกัน
แต่นี่กลับตรงกันข้าม ทั้งนายกฯและรัฐบาลกลับยึดเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง อ้างเหตุผลความชอบธรรมของตัวเอง โยนบาป
ใส่ความคนคิดต่างว่าเป็นเพียง “เสียงส่วนน้อย” พร้อมกับราดน้ำมันโหมความขัดแย้งด้วยการข่มขู่คุกคามด้วยการหยิบสั่งห้ามไม่ให้ชุมนุม
และที่ถือว่า “อัปยศ” ที่สุด ก็ถือการเตรียมจัด “ม็อบชนม็อบ” โดยใช้กลไกอำนาจฝ่ายปกครองสั่งให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ระดมคนมาชุมนุมสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินหมู่บ้านละ 20 คน ดังภาพหลักฐานคำสั่งที่ส่งต่อกันเป็นทอดๆ ตั้งแต่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ไปถึงกระทรวงมหาดไทย ไปถึงจังหวัด และอำเภอในกระบี่ ที่ชาวบ้านนำออกมาแฉกันอย่างกลาดเกลื่อนในเวลานี้นี่แหละ
ผมไม่รู้จะใช้คำว่า “เลว” หรือคำว่าอะไรดีที่จะสามารถบอกให้รับรู้ถึงความรู้สึก “รังเกียจ” พฤติกรรมในลักษณะดังกล่าว ไม่ว่าจะออกมาจากฝ่ายไหนก็ตาม โดยเฉพาะถ้าเป็นฝ่ายรัฐที่มีทั้งอำนาจและความได้เปรียบต่างๆ อยู่มือ
ต้องไม่ลืมนะครับว่า ในอดีตประเทศไทยเคยได้รับบทเรียนมาแล้วอย่างมากมายต่อกรณีความขัดแย้งจากปัญหาการจัดการทรัพยากรในลักษณะนี้
เขื่อนน้ำโจน โรงไฟฟ้าแม่เมาะ บ่อนอก หินกรูด จำได้บ้างหรือเปล่าครับว่า เคยก่อความเสียหายและความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชาวบ้านเอาไว้อย่างไร
ถ้าวันนี้รัฐบาลยังขืนใช้ความบ้าอำนาจ ไม่หยุดใช้ความคิด หรือหยุดใช้บทเรียนในอดีตที่ผ่านมาให้เป็นประโยชน์และสร้างความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรร่วมกับประชาชน
อย่าว่าแต่คำว่า “ปฏิรูป” หรือ “ปรองดอง” เลยครับ
แค่คำว่า “ร่วมมือ” รัฐบาลก็ไม่มีปัญญาทำให้เกิดได้แน่นอน
มะลิลา