ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/256265
วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.
“เป็นครูใช่ไหม ขอฝากเด็กๆ ด้วยนะ ช่วยสอนให้เขาเป็นคนดี”…
คำตรัสสั้นๆ ที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “ในหลวงรัชกาลที่ 9” พระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ทรงตรัสกับ “วิทย์ อนันตะ” ข้าราชการครู ที่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จฯ และได้รับพระราชทานเหรียญที่ระลึกจากพระหัตถ์ของพระองค์ท่าน เมื่อครั้งเสด็จฯ ประพาสภาคเหนือเป็นครั้งแรก วันที่ 1 มี.ค.2501 ณ อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย
ที่ได้กลายเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว และ “แรงบันดาลใจ” ให้ครูอีกมากมาย ยังคง “ทำหน้าที่” แม้ต้องไปอยู่ในพื้นที่ลำบาก-ห่างไกล “ทุรกันดาร” ดังเรื่องราวของ “จารุณี สุทธิสวรรค์” ครูโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 12 (บ้านเอก) ที่ถูกเปิดเผยในงานนิทรรศการ “ธ คือ ปราชญ์แห่งแผ่นดิน” ณ อาคารเรือนกล้วยไม้ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่

“แม่พิมพ์ของชาติ” ผู้นี้ กล่าวว่า วันแรกที่เป็นครู รู้ว่าต้องไปประจำที่ “แม่อาย” อำเภอที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ถึง 173 กิโลเมตร อีกทั้งยังเป็น “ชายแดน” ติดกับประเทศเมียนมา เด็กนักเรียนที่นี่จึงมีทั้ง “กลุ่มชาติพันธุ์” หรือชาวไทยภูเขา รวมถึงเด็กจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านที่อพยพเข้ามาอาศัย “ร่มเงา” แผ่นดินไทย
จารุณี หรือที่เด็กๆ เรียกว่า “ครูแจ๋วแหวว” กล่าวอีกว่า แม้ภารกิจหลักของครูระดับประถมศึกษา คือการสอนให้เด็กๆ “อ่านออก เขียนได้” ใช้ภาษาไทยได้ถูกต้องคล่องแคล่ว แต่การเน้นเพียงสอน “วิชาการ” ด้านหนังสือตำราอย่างเดียวคงไม่ได้ผล เพราะเด็กๆ ยังไม่รู้จักวัฒนธรรมไทย ทำให้อาจจะไม่รู้สึก “ผูกพัน” กับบ้านหลังนี้
“จริงๆ เราจบเอกประถม แต่นาฏศิลป์เป็นความสามารถที่ติดตัวเรามา และเป็นสิ่งที่เรารัก ดังนั้นในฐานะครูจึงมีแนวคิดที่จะนำศาสตร์ด้านนาฏศิลป์ ซึ่งเราเชื่อว่าสามารถสร้างความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ให้แก่เด็กๆ ได้ จึงนำเอานาฏศิลป์เข้ามาช่วยกล่อมเกลาเด็กๆ” ครูแจ๋วแหวว กล่าว
“ครูแจ๋วแหวว” กล่าวต่อไปว่า การนำนาฏศิลป์เข้าไปเป็น “กิจกรรมเสริม” นอกเวลาเรียน นอกจากจะทำให้เด็กๆ ผูกพันกับ “ความเป็นไทย” แล้ว ยังทำให้มีนิสัย “ละเอียดอ่อน” และเสริมสร้างพัฒนาการด้วย จากประสบการณ์สอน พบว่า หากนำสิ่งที่เป็น “ศิลปะ” มาหล่อหลอมจิตใจ ผู้เรียนจะสามารถเรียนรู้ในสิ่งที่อยู่ในศาสตร์หรือวิชาอื่นๆ ได้ดีขึ้นด้วย แม้จะเป็น…
“เด็กยากไร้-คนชายขอบ”!!!
ตัวอย่างของการสอน อาทิ การน้อมนำบทพระราชนิพนธ์เรื่อง “พระมหาชนก” ที่มีคติสอนใจคือ “ความเพียร” ให้เด็กเล่านิทานและใช้ภาษาท่าทางประกอบในการเรียนนาฏศิลป์เพื่อ “สื่อสารความหมาย” จนเด็กๆ “ซึมซับ” นำหลักและแนวคิดของท่านไปปรับใช้ในการเรียนหนังสือ และในชีวิตประจำวัน
“เพราะชีวิตของเราทุกคนจะต้องผ่านอุปสรรคและปัญหา แต่ถ้าเรารู้สึกท้อเสียก่อน หรือขาดความเพียรพยายามแล้ว เราอาจจะไม่ประสบความสำเร็จได้” ครูจารุณี ระบุ
หากถามว่าอะไรคือ “แรงบันดาลใจ” ให้ทำหน้าที่มาจนถึงขณะนี้ “ครูจารุณี” ตอบว่า เพราะได้เห็นพระราชกรณียกิจของ “พ่อหลวง” ที่ทรงมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย เสด็จพระราชดำเนินไปแม้ในที่ที่เส้นทาง “ทุรกันดาร” ทำให้รู้สึกมี
ความสุขที่ตนได้ทำให้เด็กกลุ่มนี้ที่ใครๆ มองว่า “ขาดโอกาส” ได้เติบโตแบบไม่น้อยหน้าเด็กในเมือง หรืออย่างน้อยที่สุด คือ “พึ่งพาตนเองได้”

ขณะที่ “อัศวิน เตชะเจริญวิกุล” รองประธานกรรมการมูลนิธิ บีเจซี บิ๊กซี กล่าวว่า นิทรรศการครั้งนี้ เน้นเรื่องราวเกี่ยวกับ “ความเป็นครู” ตั้งแต่การใช้“กล้วยไม้” สัญลักษณ์ประจำ “วันครู” มาประดิษฐ์เป็น “กังหันกล้วยไม้” เพื่อใช้ประดับตรงบริเวณทางเข้าชมนิทรรศการ เพราะครูเปรียบเสมือน “พ่อแม่คนที่สอง”เป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิต เป็นบุคคลสำคัญในการให้การศึกษาเรียนรู้
“กล้วยไม้มีลักษณะและความหมายคล้ายคลึงกับสภาพชีวิตครู เพราะกล้วยไม้ต้องใช้ระยะเวลาในการดูแลเอาใจใส่ จึงจะผลิดอกสวยงามให้ได้ชื่นชม เช่นเดียวกับครูที่ต้องอาศัยเวลาในการปลูกฝังและสั่งสอนลูกศิษย์ให้เจริญเติบโตเป็นบุคลากรที่ดีของชาติต่อไป” รอง ปธ.มูลนิธิ บีเจซีฯ อธิบาย
สำหรับนิทรรศการ “ธ คือ ปราชญ์แห่งแผ่นดิน” จัดแสดงอยู่ในบริเวณอาคารเรือนกล้วยไม้ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่ และเปิดให้ชมแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แบ่งออกเป็น 5 ส่วน ประกอบด้วย…
# พื้นที่ที่ 1 “ความรู้ คือ รากฐาน”…เป็นจุดเริ่มต้นแห่งการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์การศึกษา ความรู้นั้นเปรียบเสมือนรากของต้นไม้ที่ต้องหยั่งลึกอย่างมั่นคง เช่นเดียวกับการสร้างคนที่จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างชาติ โดยจัดแสดงวัตถุจำลองที่เป็นดั่งตัวแทนของความรู้และการศึกษาด้านต่างๆ
# พื้นที่ที่ 2 “ปลูกต้นไม้แห่งปัญญา”…การรดน้ำ พรวนดินและการดูแลรักษา “ต้นไม้แห่งปัญญา” ทั่วประเทศที่ “มหาราชาผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน” ทรงมอบแด่เหล่าราษฎร เล่าเรื่องผ่านพระราชกรณียกิจด้านการศึกษาที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ พร้อมชมวีดิทัศน์ “พระบรมราโชวาท”
ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตของมหาวิทยาลัย
# พื้นที่ที่ 3 “ผลิดอกผลความยั่งยืน”…จากเมล็ดพันธุ์ที่ทรงปลูกและดูแลได้ผลิดอกผลแห่งความสำเร็จเป็น “ครูต้นแบบ” ในโครงการบีเจซี “ครูไทยของแผ่นดิน” ที่ร่วมดำเนินตามรอยพระบาท น้อมนำปรัชญาของพระองค์มาเป็นแนวทางการปฏิบัติตน เพื่อเสริมสร้างกำลังใจ สร้างคุณประโยชน์ต่อวงการการศึกษาของชาติ
# พื้นที่ที่ 4 “พระบารมีเพื่อปวงประชา”…หลักแนวคิดสำคัญในการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ผู้เข้าชมสามารถน้อมนำพระราชปณิธานและหลักแนวคิดที่เปรียบเสมือน “วิชาอันยิ่งใหญ่” ของพระองค์ไปสานต่อแนวคิดและปรัชญาการดำเนินชีวิตได้อย่างยั่งยืน
# พื้นที่ที่ 5 “มูลนิธิ บีเจซี บิ๊กซี ร่วมสร้างสังคมให้เกิดพลัง…ปัญญา ตามรอยพระบาทยาตรา” กว่า 135 ปีแห่งความมุ่งมั่นพัฒนาของบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) และ 24 ปี ของบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ได้จัดแสดงประวัติความเป็นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ได้ดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ตามหลักธรรมาภิบาล ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ยังความตระหนักรู้และให้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่สำหรับ
พสกนิกรชาวไทยแล้วถือเป็น…

“ร่มโพธิ์ร่มไทร” ตลอดมา!!!
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะครูอาวุโส ในโอกาสเข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักจิตรดารโหฐาน เมื่อวันที่ 21 ต.ค.2521 ความว่า…
“…ถ้าครูไม่ห่วงประโยชน์ที่ควรจะห่วง หันไปห่วงอำนาจ ห่วงตำแหน่ง ห่วงสิทธิ และห่วงรายได้กันมากเข้า แล้วจะเอาจิตใจที่ไหนมาห่วงความรู้ ความดี ความเจริญงอกงามของเด็ก ความห่วงใยในสิ่งเหล่านี้ก็จะค่อยๆ บั่นทอนทำลายความเป็นครูไปจนหมดสิ้น จะไม่มีอะไรเหลือไว้พอที่ตัวเองจะภาคภูมิใจ หรือผูกใจใครไว้ได้ ความเป็นครูก็จะไม่มีค่าเหลืออยู่ให้เป็นที่เคารพบูชา
ต่อไป…”
เป็นภาพสะท้อนว่าพระองค์ท่านทรงให้ความสำคัญกับอาชีพครู ในฐานะ “ผู้สร้างคน” และแม้วันนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะเสด็จสวรรคตไปแล้วก็ตาม แต่เชื่อว่าเหล่า “พ่อพิมพ์-แม่พิมพ์ของชาติ” จะยังคง “สานต่อ” งานที่พระองค์ทรงวางรากฐานเป็น “มรดก” นี้ต่อไปอย่างสุดความสามารถ…
