มุมมืดแห่ง…‘รัก’ หึง-หวง-ซ้อม…สู่‘มรณะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/256351

วันอังคาร ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

14 กุมภา “วันวาเลนไทน์”…

เทศกาลแห่ง “ความรัก” เวียนมาอีกหน เชื่อว่าหลายคนคงมี “นิยามรัก” แตกต่างกันไป บ้างอาจตอบในมุมมอง “ผู้ให้” ที่ได้ทำสิ่งดีๆ แก่ใครบางคนที่ตนรู้สึกพึงพอใจ บ้างอาจตอบในมุมมอง “ผู้รับ” ทั้งความรู้สึกและกำลังใจดีๆ จากใครบางคน และจำนวนไม่น้อยคงตอบว่า “การได้อยู่ด้วยกัน” ได้ใช้ช่วงเวลาดีๆ มีความสุขด้วยกัน…

ทว่า…ความหวังในแง่การได้อยู่ด้วยกันนี้เอง บางครั้งเป็น…

“ดาบสองคม”!!!

บนพื้นที่ “ข่าวอาชญากรรม” บ่อยครั้งที่เหตุสลดมักเกิดจาก “รัก” ที่แปรเปลี่ยนเป็น “ความหึงหวง” ดีกรีความรุนแรงเริ่มขึ้นจากแค่ทุ่มเถียงด้วยวาจา ลุกลามบานปลายเป็น “ความรุนแรง” ที่บางครั้งหนักหนาสาหัสกลายเป็น…

“รัก…มรณะ”!!!

เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นกับผู้คนทุกชนชั้น สาเหตุหนึ่งนั้นเพราะ “ทัศนคติ” บางอย่าง นั่นคือ “รักต้องครอบครอง”

ดังเรื่องเล่าของ “เอ” (นามสมมุติ) สาววัย 27 ปี ที่กล่าวในงานเสวนา “ความจริง…ในรักและการครอบครอง” จัดโดยมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ซึ่งเธอบอกเล่าถึงประสบการณ์ถูกแฟนทำร้ายร่างกาย เพราะเข้าใจว่า “นอกใจ” โดยขณะนั้นเธออายุ 20 ปี
คบหากับหนุ่มรุ่นพี่ วัย 28 ปี ช่วงคบกันแรกๆเข้าตำรา “น้ำต้มผักยังว่าหวาน” อะไรก็ดีไปหมด

ทว่า…เมื่อเวลาผ่านไป ด้วยความที่ “เอ” ทำงานแบบ “ฟรีแลนซ์” รับงานเอง ทำให้แต่ละวันต้องติดต่อผู้คนมากมาย แฟนหนุ่มเริ่มคิดว่าเธอ “ปันใจ” จนวันหนึ่งเมื่อดื่ม “น้ำเปลี่ยนนิสัย” จนเมามาย ก็เริ่ม “หาเรื่อง”

“เขาปิดประตูขังเราในห้อง แล้วทำร้ายร่างกาย เราเป็นผู้หญิงก็ไม่กล้าตะโกนอะไรไป เราโดนทั้งตบและต่อยเป็นชุด และฝ่ายชายเป็นนักมวย แต่ละหมัดที่ออกมาจึงหนักหน่วงกว่าคนทั่วไป ใบหน้าเราบวมช้ำ มีแผลแตก ร่างกายสะบักสะบอม แทบเดินไม่ไหว หลังจากนั้นฝ่ายชายกลับพูดหน้าตาเฉยว่าออกไปหาอะไรกินกันไหม?”

“จำเลยรัก” สาวรายนี้ เล่าต่อว่า ทันทีที่ออกจากห้องมาได้ เมื่อสบโอกาสก็รีบโดดขึ้นแท็กซี่ ให้พาไปส่งที่บ้านทันที ซึ่งพ่อ พี่เขย และพี่สาวของเธอ ได้พาไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเพื่อเป็นหลักฐานนำไปแจ้งความ เมื่อไปถึงโรงพักกลับถูกเกลี้ยกล่อมให้ “ไกล่เกลี่ย” เนื่องจากพ่อของฝ่ายชายเป็น “ตำรวจ”

หลังจากทั้ง 2 ฝ่ายแยกกันอยู่พักใหญ่ “เอ” ยอมรับว่ายังอยาก “ให้โอกาส” ฝ่ายชาย เวลานั้นทั้งคู่มีลูกด้วยกันแล้ว แต่
ฝ่ายชายกลับ “ไม่ทำงาน” อยู่บ้านไปวันๆ จึง “ขอเลิก” คราวนี้ฝ่ายชายไม่ทำร้ายร่างกาย แต่ใช้วิธีไปหาเรื่อง “ก่อกวน” ถึงที่ทำงาน ทำให้เธอต้อง “ลาออก” ร้ายไปกว่านั้นครั้งหนึ่งฝ่ายชายอ้างว่า “ขอไปเจอลูกด้วยกัน” แต่กลายเป็นการ “ลักพาตัว” จาก กทม. ไปขังไว้ที่บ้านของฝ่ายชายในจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

“ไปอยู่บ้านเขาที่ต่างจังหวัด 3 วัน โดนขังไม่ให้ไปไหนเลย แม้แต่เข้าห้องน้ำยังต้องมาคุม จะบอกแม่เขาก็ไม่กล้า เพราะแม่เขาพูดจาดี เราก็พยายามทำตัวปกติเพื่อหาทางออกมาให้ได้ จนเขายอมปล่อยเรา พอขึ้นรถทัวร์ได้เหมือนขึ้นสวรรค์เลย ถึงกรุงเทพฯก็ต้องปิดการติดต่อทุกอย่าง จากนั้นพอกลับมาเปิดอีกรอบ เฟซบุ๊คเรา เพื่อนเรา เขาก็มาระราน จนเราต้องเปลี่ยนเบอร์มือถือใหม่ ตอนนี้ไม่รู้ว่าเขาไปอยู่ไหน แต่ระแวงว่าถ้าโผล่มา เราคงหนีไปรอด เพราะอยู่กับลูก” เอ กล่าว

เรื่องของ เอ ว่าหนักแล้ว แต่กรณีของ “บี” (นามสมมุติ) หญิงวัย 33 ปี ต้องบอกว่า “สะเทือนใจกว่า” โดย “บี” นั้นเริ่มแรกก็เหมือน เอ คือชีวิตรักหวานชื่น “ลางร้าย” เริ่มปรากฏ เมื่อฝ่ายชายไป “เมาอาละวาด” ที่ทำงานจนถูก “ไล่ออก” และไม่ยอมหางานใหม่ ส่วนเธอก็ “ตั้งครรภ์” ทำให้ต้องออกจากงาน เพราะเดินทางไม่สะดวก ทว่าเมื่อไปหางานทำกับญาติกลับถูกกล่าวหา
ว่า…

“เล่นชู้”!!!

แฟนหนุ่มของ “บี” ในสภาพเมาเต็มที่ ปรี่เข้าประเคน “หมัด-เท้า-เข่า-ศอก” ใส่เธอเป็นชุด แต่ที่ต่างออกไป คือ แฟนหนุ่มของ บี มุ่งเป้าทำร้ายไปที่ “ทารกในครรภ์” ต้องการให้ “แท้ง” เพราะเข้าใจว่าไม่ใช่ลูกของตนเอง เคราะห์ดีที่เพื่อนบ้านเห็น รีบแจ้งตำรวจมาระงับเหตุ ก่อนพาส่งโรงพยาบาลในสภาพ “ปางตาย” ต้องเข้าห้องฉุกเฉิน และพักรักษาตัวถึง 20 วัน และโชคดีที่ “ลูกในท้อง” ปลอดภัย

หลังจากนั้น บี กับแฟนหนุ่มก็แยกกันอยู่ ถึงกระนั้นก็ยอมรับว่า “ตัดไม่ขาด” ฝ่ายชายพยายามขอ “คืนดี” กระทั่งมาเกิดเหตุการณ์หนที่สอง เป็น “คราวเคราะห์” ไปพบแฟนหนุ่มโดยบังเอิญ จึงถูกแฟนหนุ่ม “ฉุด” ขึ้นแท็กซี่ คนขับแท็กซี่ก็ “ไม่กล้าช่วย” เพราะเข้าใจว่าเป็น “เรื่องผัวเมีย” ก่อนที่เธอจะต้องเผชิญกับ…

“วินาทีเฉียดตาย”!!!

“พอไปถึงบ้านเขา เขาไปหยิบมีดปอกผลไม้มาแทงท้องเรา คิดว่าเราท้องกับใครอีก คือตัวเราก็อ้วนอยู่แล้ว เขาแทงเพราะจะให้เอาลูกออก ปรากฏแทงเข้าไม่ลึก ก็ไปหยิบมีดปังตอมาฟัน ตอนนั้นคิดอย่างเดียวคือจะกลับไปหาลูก จำได้ว่าเตะผ่าหมากไปทีหนึ่ง เขาก็ชะงัก เราก็รีบวิ่งหนีออกมา เลือดอาบเต็มหน้า เขาก็วิ่งตามออกมา ก็มีคนแถวนั้นเข้ามาห้ามแล้วก็โทรแจ้งตำรวจ พอตำรวจมาเขาก็วิ่งหนีไป”

เหตุการณ์ครั้งนั้น บี ถูกฟันเข้าที่ศีรษะและนิ้วมือจนเส้นเอ็นขาด ปัจจุบันยังต้องทำกายภาพบำบัด ส่วนฝ่ายชายถูกจับกุม ถูกนำตัวไปขังไว้ระหว่างรอพิจารณาคดี ซึ่งเธอหวังว่าจะชาตินี้หรือชาติหน้า “อย่าได้เจอ” ผู้ชายแบบนี้อีกเลย

หันมาดู “มุมมอง” จากฝ่าย “จำเลย”…

“ซี” (นามสมมุติ) วัยรุ่นชายวัย 21 ปี สะท้อนมุมมองฝ่าย “ผู้กระทำ” ว่า มีแฟนตอนอายุได้ 13 ปี คบกันได้ 3 ปี ก็ย้ายไปอยู่ด้วยกัน โดยที่ผู้ใหญ่ทั้ง 2 ฝ่ายรับรู้ กระทั่งการมาถึงของ “สื่อออนไลน์” ทำให้ตนเริ่ม “ระแวง” ว่าแฟนสาวจะมีคนอื่น ยิ่งพอเจอ “เพื่อนปั่นประสาท” แกล้งยุว่าเห็นฝ่ายหญิงเดินกับชายอื่นก็ “ของขึ้น” ถึงขั้นบังคับแฟนสาวห้ามใช้โทรศัพท์ บางครั้งถึงขั้น “ลงไม้ลงมือ” ทั้งที่ตนเอง “ไม่เมา” แต่ทำไปเพราะ “ใจร้อนวู่วาม” กระทั่งวันหนึ่งที่ตนไปมีเรื่องมีราว ถูกจับเข้าสถานพินิจ จึง “สำนึกได้” เพราะเป็นฝ่ายหญิงที่มาเยี่ยมเป็นประจำ จนรู้แล้วว่า “เข้าใจผิด” คิดเอาเองว่าแฟนนอกใจมาตลอด

“ช่วงแรกๆ ที่ออกจากสถานพินิจ พอรู้สึกหึงหวง ผมรีบเดินหนี ไม่อยากทำร้ายเขา เมื่อก่อนผมห้ามเขาทำนั่นทำนี่ ตอนนี้ผมไม่ห้ามแล้ว” หนุ่มรายนี้ กล่าว

ทั้ง 3 กรณี อาจเป็นเพียงการ “คิดไปเอง” แต่อีกหลายกรณีก็ปรากฏว่าเป็น “เรื่องจริง” มีการนอกใจจริง ซึ่ง “จเด็จ เชาวน์วิไล” ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า เบื้องต้นอยากให้ “มีสติ” พร้อมกับลอง “สำรวจตนเอง” ก่อนว่าปัญหามาจากตัวเราหรือไม่ จะได้ “ใจเย็นลง” สุดท้ายหากต้อง “เลิกรา” ก็ต้อง “ยอมรับ” ดีกว่าใส่อารมณ์กับมันมากเกินไป หรือ “พาล” โทษว่าเป็นความผิดของอีกฝ่าย

“บางคนอาจไม่ได้อยู่ด้วยกันต่อ ก็ไม่เป็นไร นำมาเป็นบทเรียน หาทางออกให้ตัวเอง จะดีกับสังคมมากกว่าไปทำร้ายตัวเองหรือคนอื่น ซึ่งเป็นเรื่องน่าห่วง มีสติมากขึ้นปัญหาจะคลี่คลายลง เพราะบางทีความรักมันเป็นเพื่อนกันก็ได้ มีหลายคนที่มีความรักแบบนี้ แล้วก็จบแบบออกมาเป็นเพื่อนกัน ความรักกระแสหลัก คือ การหึงหวง เป็นเจ้าของ แต่พอไม่ได้อย่างที่หวังก็มีอารมณ์แบบเด็กๆ แต่ถ้าเราโตขึ้น มีสติ ก็เปลี่ยนมาเป็นเพื่อน เห็นอกเห็นใจกันดีกว่า” จเด็จ ฝากข้อคิด

“ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล” กล่าวทิ้งท้ายว่า เจ้าหน้าที่รัฐก็ดี สังคมไทยก็ดีต้อง “ปรับทัศนคติ” หากคู่รักคู่ใดขอ “แยกทาง” ก็ควรปล่อยให้เขาได้ทำตามนั้น เพราะจากหลายกรณีที่พบคู่รักที่มีเรื่อง “ระหองระแหง” เมื่อลองได้ “ห่างกัน” จะเริ่มมีสติมากขึ้น ลงท้ายแม้ไม่ได้กลับมาอยู่ด้วยกัน แต่ยังเป็นเพื่อนกันได้ ดีกว่าการที่สังคม “คนข้างบ้าน” จะไป “เกลี้ยกล่อม-กดดัน” ให้เขาต้องทนอยู่ด้วยกัน เพราะ…

“บทอวสาน” ของ “รักที่ต้องทน”…

มักจบลงด้วย “ความสูญเสีย”!!!

Leave a comment