ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/257030
วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.
บ้านเชียง เป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การ UNESCOในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 16 ที่เมืองแซนตาเฟ ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อพ.ศ.2535 นับเป็นแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์แห่งแรกที่มีความสำคัญในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ดังนั้นการจัดงานฉลองมรดกโลกบ้านเชียงที่อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ในปีนี้ นายวีระ โรจนพจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมจึงได้ให้ความสำคัญและเป็นประธานเปิดงาน “ตามรอยพ่อ มรดกไทย มรดกโลกบ้านเชียง” ระหว่างวันที่ 10-12 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นอกจากทำให้รับรู้ถึงการดำรงชีวิตสมัยก่อนประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปกว่า 5,000 ปีแล้ว ยังสร้างความเถิดเทิงรื่นเริงใจกันอย่างสนุกสนานโดยคาดหวังไว้ว่าในวันข้างหน้าหมู่บ้านแห่งนี้จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้ที่สร้างเกียรติภูมิของวัฒนธรรมบ้านเชียงมากขึ้น ดังนั้นการสร้างแบรนด์หรือเกียรติภูมิให้ได้ผลต่อพื้นที่นั้นจึงต้องยกเอาประวัติการและคุณค่าทางวัฒนธรรมมาเรียนรู้ถึงหลักฐานจากร่องรอยมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ที่พบโดยบังเอิญที่บ้านเชียงนั้นมาสร้างงานมากกว่าพิธีการเถิดเทิงอย่างเดียว โดยทั่วไปแล้วหลักฐานทางโบราณคดีที่พบโครงกระดูกมนุษย์ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องมือเครื่องใช้ มักพบเหมือนกัน แต่การยกย่องให้เป็นวัฒนธรรมบ้านเชียงนั้นนอกจากแบบลายที่เขียนด้วยสีแดงเฉพาะแล้ว ยังทำให้มองเห็นการพัฒนาการในหลายมิติด้านความรู้ความสามารถของภูมิปัญญาที่เป็นตัวช่วยให้ผู้คนจากอดีตนั้นสามารถดำรงชีวิตและสร้างสังคมมนุษย์ได้สืบเนื่องต่อกันมายาวนานจนถึงปัจจุบันดังปรากฏว่าวัฒนธรรมบ้านเชียงนั้นได้แพร่กระจายครอบคลุมถึงแหล่งโบราณคดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกกว่าร้อยแห่ง ซึ่งเป็นบริเวณพื้นที่เคยมีมนุษย์อยู่อาศัยหนาแน่นมาเมื่อหลายพันปีมาแล้ว

จากการศึกษาศิลปะเครื่องปั้นดินเผาจากวัฒนธรรมบ้านเชียงนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ยุค ได้แก่ ภาชนะดินเผาสมัยต้น อายุ 5,600-3,000 ปี มีลายเชือกทาบ เชื่อว่าเป็นปอกัญชา มีทั้งลายขูดขีด และการเขียนสีบ่า พบวางคู่กับโครงกระดูก ภาชนะบางใบใช้บรรจุศพเด็กด้วย ภาชนะดินเผาสมัยกลาง อายุ 3,000-2,300 ปีเป็นสมัยที่เริ่มมีการขีดทาสีแดงแล้ว ภาชนะดินเผาสมัยปลาย อายุ 2,300-1,800 ปี เป็นยุคที่มีลวดลายสวยงามที่สุด ลวดลายพิสดารมาก สะท้อนให้เห็นถึงสังคมที่สงบสุขร่มเย็นก่อนที่จะมีการเคลือบน้ำโคลนสีแดงขัดมันวัฒนธรรมบ้านเชียงโบราณนั้นใช้เครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับจากสำริดในระยะแรกก่อนที่จะรู้จักใช้เหล็ก เช่นเดียวกับชาวโฟลินีเซียน และมีการสร้างและใช้กลองมโหระทึก ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว โดยมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง เป็นแหล่งเรียนรู้ในระดับสากลและมีชุมชนที่สืบทอดวัฒนธรรมจนเกิดธุรกิจรายได้ทำให้หมู่บ้านกลายเป็นชุมชนของวัฒนธรรมบ้านเชียงที่สามารถรักษาและสืบทอดขนบธรรมเนียมในอดีตผสมผสานกับวัฒนธรรมประเพณีพื้นบ้านของชาวไทพวนที่เข้ามาอยู่ร่วมในวัฒนธรรมบ้านเชียง และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยววัฒนธรรมให้มีรายได้ต่อชุมชน
นอกจากโบราณวัตถุที่อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง และหลุมขุดค้นทางโบราณคดีที่วัดศรีโพธิ์ในอันเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมดั้งเดิมแล้ว ยังมีการสร้างพิธีรำบวงสรวงบรรพบุรุษชาวบ้านเชียงด้วยเครื่องแต่งกายและวิถีการรำแบบชาวไทพวนแสดงผ้าสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ผ้าทอมือของไทย และผ้าทอมือลายคุณทองแดง จากศิลปินพื้นบ้านชาวอีสาน ยายบุญมา ศรีจันทร์ ซึ่งเป็นผู้ได้เข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และได้รับพระราชทานพระราชดำริให้ทอผ้าลายคุณทองแดงโบราณขึ้นตามเรื่องสุนัขโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตัวแรกของไทยที่ได้มีการขุดค้นพบในแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ปัจจุบันนี้หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้เมื่อ 200 ปีนั้นได้มีคนไทยเชื้อสายลาวพวนอพยพเคลื่อนย้ายชุมชนมาจากแขวงเชียงขวาง ประเทศลาว จึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงตามกลุ่มชาติพันธุ์ต่อชุมชนโบราณโดยมีวัฒนธรรมไทยพวนเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อหมู่บ้านนี้มากขึ้นหมู่บ้านนี้ถูกประกาศเป็นแหล่งห้ามการขุดค้นในพื้นที่บ้านเชียง และบริเวณโดยรอบ และเป็นแหล่งมรดกโลกที่กระจายวัฒนธรรมบ้านเชียงไปทั่วอีสาน



