ชงรื้อใหญ่‘พรบ.ควบคุมยาง’ สภาเกษตรกรฯชี้เนื้อหาล้าสมัย-ไม่ทันสถานการณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/259497

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

x

นายธีรพงศ์ ตันติเพชราภรณ์ ประธานคณะกรรมการด้านยางพารา สภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า เนื่องด้วยพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมยาง มีผลประกาศใช้มาหลายสิบปีแล้ว ขณะที่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงในระบบยางพาราพอสมควร เช่น มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวงการยางของไทย ดังนั้นพ.ร.บ.ควบคุมยางก็ควรต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องตามพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทยด้วย ซึ่งจำเป็นต้องทบทวน แก้ไข พ.ร.บ.ในมาตราต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกร ผู้ประกอบการธุรกิจการยางไทย ซึ่งคณะกรรมการด้านยางพารา สภาเกษตรฯ ได้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด เพื่อขับเคลื่อนการเสนอแก้โดยจะส่งร่าง พ.ร.บ.ไปยังสภาเกษตรกรจังหวัดที่มีคณะทำงานด้านยางพาราอยู่ประมาณ 60 กว่าจังหวัด แล้วให้คณะทำงานแต่ละจังหวัดดูประเด็นที่ไม่สอดคล้องหรือต้องแก้ไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และกำหนดส่งกลับมายังสภาฯในวันที่ 17 มีนาคม 2560 หลังจากนั้นจะมีการรวบรวม โดยคณะทำงานจะเข้ามาศึกษาและปรับปรุงแก้ไข

ทั้งนี้คณะทำงานจะมีบุคลากรจากการยางแห่งประเทศไทย กรมวิชาการเกษตร และหลายภาคส่วนเข้าร่วม เมื่อดำเนินการปรับปรุงแล้วเสร็จจะมีการระดมสมองกันอีกครั้งเพื่อให้หน่วยงานต่างๆ รวมทั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้เข้ามาวิเคราะห์ว่าเหมาะสมหรือไม่ที่จะนำเสนอให้รัฐบาลพิจารณาต่อไป คาดว่าจะใช้เวลา 1-2 เดือน ในการดำเนินการเสนอร่างฉบับแก้ไข คาดหวังว่าการแก้ไข พ.ร.บ.ควบคุมยาง พ.ศ.2542 นี้ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับยางพาราจะได้รับประโยชน์ไม่ใช่เฉพาะเกษตรกรเท่านั้น ซึ่งขณะนี้ กยท.เองก็ประสบปัญหาเรื่องของอัตราเรียกเก็บเงินสงเคราะห์ (CESS) ที่ส่งออกโดยการยางได้มีการปรับปรุงเรื่องการตรวจสอบ วิธีการในการจัดเก็บเพื่อให้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยซึ่งเกี่ยวข้องกับพ.ร.บ.ควบคุมยาง ถ้าการยางจัดเก็บเงินสงเคราะห์ได้มากกว่าเดิม ก็จะทำให้เกษตรกรได้ประโยชน์เพราะจะมีเงินกองทุนเกษตรกรที่จะนำไปพัฒนายางทั้งระบบมากขึ้นด้วย ภาคเอกชนก็จะได้ทำธุรกิจด้านการส่งออก/นำเข้าอย่างถูกต้องและรวดเร็วขึ้น ในส่วนของสถานการณ์ยางพาราขณะนี้นั้นถือว่าเกษตรกรมีความสุขกับราคายางที่มีราคาสูงพอควร แต่คณะกรรมการด้านยางพารา สภาเกษตรกรฯก็ไม่ได้วางใจยังคงมีการจัดเวิร์กช็อปเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อให้เป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางอย่างยั่งยืน โดยมีการจัดประชุมเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2560 เมื่อกำหนดแนวทางเสร็จสิ้นแล้วจะนำเสนอนายกรัฐมนตรีต่อไป ส่วนการแปรรูปและการเพิ่มมูลค่ายังคงให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการใช้ยางในประเทศ จากเดิม 13-14% ควรเพิ่มเป็น 25-30% ซึ่งคิดว่าราคายางไม่แน่จะตกต่ำอีกในอนาคต

Leave a comment