ยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมของประชาชน มิติใหม่กรมชลประทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/259380

วันอังคาร ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2560, 21.16 น.

ยุทธศาสตร์ใหม่ของกรมชลประทานนับแต่ปี 2560 แหวกไปจากมิติเดิมๆ ที่มุ่งเน้นยุทธศาสตร์พัฒนาแหล่งน้ำ บริหารจัดการน้ำ และการป้องกันภัยจากน้ำ โดยเพิ่มมิติการมีส่วนร่วมของประชาชนรวมเข้าไปด้วย

ด้านหนึ่ง กรมชลประทานลงทุนจ้างสถาบันการศึกษา ทำการศึกษาแนวทางการขับเคลื่อนกรมฯ อีกด้านหนึ่ง กรมฯ ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้า โดยตั้งกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นการภายในมาหลายปีแล้วด้วยซ้ำ

การพัฒนาการชลประทานในอดีตที่ผ่านมา  มีลักษณะรัฐกำหนดโครงการแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือจากบนลงสู่ล่าง (Top-Down) นั้น ไม่สอดคล้องกับบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ยังให้สิทธิให้เสียงประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศชัดเจนขึ้น

การพัฒนาแหล่งน้ำในทศวรรษท้ายๆ ที่ผ่านมา  กรมชลประทานจึงเผชิญปัญหาต่อต้านคัดค้านโครงการพัฒนาขนาดใหญ่มาโดยตลอด อาทิ โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนแม่วงก์  เขื่อนท่าแซะ ฯลฯ ส่งผลให้การพัฒนาแหล่งน้ำประสบปัญหา กระเทือนไปถึงความมั่นคงด้านน้ำในการขยายพื้นที่ชลประทานเพื่อการเกษตรกรรม การบรรเทาปัญหาน้ำท่วม การอุปโภคบริโภค  การอุตสาหกรรม และการรักษาระบบนิเวศ

ตลอดระยะเวลา 115 ปี ของการสถาปนาหน่วยงาน กรมชลประทานสามารถพัฒนาแหล่งน้ำความจุรวม 70,000 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น ในขณะที่การขยายตัวของความต้องการจากประชากร ชุมชน กิจกรรมต่างๆ ล้วนใช้น้ำเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งสิ้น เฉลี่ยปีละ 120,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

เป็นภาวะสุ่มเสี่ยงการขาดแคลนน้ำอย่างยิ่ง โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมที่ใช้น้ำในสัดส่วนมากกว่าใคร คือเกินกว่า  50% ของความต้องการทั้งหมด

เป็นภาระรับผิดชอบที่กรมชลประทานต้องแสวงหาน้ำ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน  ยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมของประชาชน จึงเป็นหลักคิดและหลักปฏิบัติเพื่อช่วยลดข้อขัดแย้งในการพัฒนาโครงการ

 

สุจินต์ หลิ่มโตประเสริฐ

 

นายสุจินต์ หลิ่มโตประเสริฐ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมชลประทาน กล่าวว่า  นับจากได้รับอนุมัติจัดตั้งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบเรื่องนี้ ก็ได้วางแผนสร้างบุคลากรระดับครู (Coach) โดยมีข้าราชการกรมชลประทาน ทั้งวิศวกร นายช่าง และหน่วยงานสนับสนุน เข้ามารับการฝึกอบรม เพื่อเรียนรู้กระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนระดับเข้มข้นก่อนออกไปปฏิบัติหน้าที่

“การฝึกอบรมจะต้องผ่านหลักสูตรเบื้องต้น ก่อนไปหลักสูตรเข้มข้น บางคนก็อบรมเพียงหลักสูตรเบื้องต้นแล้วไม่อบรมต่อ  อาจเพราะติดขัดหน้าที่การงาน หรือไม่ชอบ ก็ไม่อาจปล่อยออกไปทำหน้าที่ Coach ได้ เพราะคนที่จะเป็น Coach ได้ต้องผ่านหลักสูตรระดับเข้มข้นแล้วเท่านั้น จนถึงวันนี้เรามี Coach ประมาณ 120 คน”

Coach เหล่านี้ จะเป็นผู้ถ่ายทอดทักษะความรู้และลงไปกำกับทิศทางในภาคสนาม ให้แก่เจ้าหน้าที่กรมชลประทานในพื้นที่ รวมทั้งผู้ปฏิบัติงานในภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ Coach ดังกล่าว จะสร้างกลไกขับเคลื่อน 2 ส่วน ดังนี้

          1.เครือข่ายส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน (คสป.) รับผิดชอบแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชลประทานที่มีอยู่ใน 30 ล้านไร่เดิม

2.คณะกรรมการชลประทานท้องถิ่น ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนภาคอุปโภคบริโภค เกษตรกรรม อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และระบบนิเวศ ร่วมวางแผนพัฒนาลุ่มน้ำในพื้นที่มีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นพื้นที่ชลประทานใหม่อีก 20 ล้านไร่

ในส่วนของ คสป. จะสร้างเครือข่ายทั้งในระดับเจ้าหน้าที่กรมและเกษตรกรในพื้นที่ โดยผ่านหลักสูตรการอบรม ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ จากนั้นจึงลงไปขับเคลื่อนกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ชลประทาน เพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำ

“ลำพังอาศัยเจ้าหน้าที่ชลประทานเพียงฝ่ายเดียวไม่อาจดูแลพื้นที่ชลประทานได้ทั่วถึง ปัญหาก็เกิดขึ้นได้ เช่น ใครอยู่ต้นน้ำก็ได้น้ำมาก ใครอยู่ปลายน้ำไม่ได้น้ำเลย หรือการมีท่อสูบน้ำเถื่อนแย่งสูบน้ำ  ซึ่งจะแก้ปัญหาให้ได้ผลจริงๆ ก็ต้องอาศัยเกษตรกรในพื้นที่ร่วมด้วยเท่านั้น” นายสุจินต์กล่าว

ส่วนคณะกรรมการชลประทานท้องถิ่นนั้น จะมี Coach ในส่วนกลางหรือในพื้นที่คอยเป็นพี่เลี้ยงในการขับเคลื่อน ซึ่งจะมีกระบวนการการมีส่วนร่วมมากถึง 11 ขั้นตอน

“แต่ละขั้นตอนเป็นเรื่องที่คณะกรรมการชลประทานท้องถิ่นต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองทั้งสิ้น ผ่านการตั้งคำถามจาก Coach และแสวงหาคำตอบเอง โดยมี Coach เป็นพี่เลี้ยงคอยชี้แนะ โดยเฉพาะในประเด็นเทคนิควิศวกรรมชลประทาน เช่น การคำนวณปริมาณน้ำ อัตราการไหลของน้ำ ความต้องการน้ำ เขาทำเอง จัดเวทีประชุมชาวบ้านเอง สรุปเอง และให้ชาวบ้านตรวจสอบกันเอง เป็นการมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นขณะที่ยังไม่มีอะไรเลย จนทำเป็นแผนพัฒนาแหล่งน้ำในระดับลุ่มน้ำ เสนอให้กรมชลประทานพิจารณาว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร ถ้าศึกษาแล้วมีความเหมาะสม กรมฯ ก็จะสำรวจ ออกแบบ และของบประมาณก่อสร้าง” นายสุจินต์กล่าว

เช่นเดียวกับการทำงานของเครือข่ายส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน (คสป.) ก็จะสร้าง คสป. ขึ้นทั้งในส่วนของกรมชลประทาน ของชุมชน และชาวบ้าน  เพื่อร่วมคลี่คลายปัญหาน้ำ เช่น การขาดแคลนน้ำเกิดขึ้นได้อย่างไร ต้องร่วมแก้ไขตรงไหน ต้องเดินสำรวจพื้นที่ ให้เห็นทั้งภาพย่อยเฉพาะแปลงของตัวเองและภาพรวมทุกแปลงในพื้นที่ โดยการสร้างแผนที่ทำมือประกอบให้เห็นถึงความเชื่อมโยงทั้งระบบ เพื่อให้เกษตรกรทุกคนตระหนักและเห็นได้ว่า แท้จริงปัญหาเกิดขึ้นได้อย่างไร และต้องแก้ไขกันด้วยวิธีไหน อย่างไร

“เช่นต้องไม่มีท่อส่งน้ำเถื่อนที่แอบแย่งน้ำ ต้องจัดรอบเวรรับน้ำ ต้องปล่อยให้ท้ายน้ำได้ก่อนต้นน้ำ การดูแลอาคารชลประทานให้แข็งแรงพร้อมใช้การได้ ไม่ให้มีใครขโมยบานประตูน้ำ ฯลฯ เป็นต้น เวทีเหล่านี้จะทำให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ร่วมเห็นปัญหา ร่วมคิด ร่วมทำ เห็นอกเห็นใจเกื้อกูลกัน จากที่เคยขาดแคลนน้ำก็ได้รับน้ำอย่างทั่วถึง”

 

ห้วยน้ำบอง คลองปะเหลียน

 

นายสุจินต์กล่าวว่า  กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนมีส่วนสำคัญในการลดปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างรัฐกับเกษตรกร หรือระหว่างเกษตรกรด้วยกัน หรือระหว่างอุตสาหกรรมกับเกษตรกรรมแต่ต้องอดทนและใช้เวลาในการดำเนินการ เพราะต้องพูดคุยทำความเข้าใจในขั้นตอนต่างๆ ปรับความเห็นให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน

“ต้องเชื่อมั่นว่า ภาคประชาชนมีความสามารถ หรือยกระดับความรู้ความเข้าใจได้ โดยเฉพาะความเข้าใจต่อสภาพแท้จริงในพื้นที่ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ชลประทานมีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคหากผสมผสานกันได้ก็จะขับเคลื่อนโครงการให้เดินไปได้อย่างราบรื่น” นายสุจินต์กล่าว

หากเปรียบเทียบอดีตจนถึงปัจจุบัน นับว่ากรมชลประทานได้ปรับตัวเองให้เข้ากับภาวะแวดล้อมทางสังคมมากขึ้น มีความยืดหยุ่นการดำเนินงานดีขึ้น และน่าจะเป็นประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาแหล่งน้ำ การบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนการป้องกันบรรเทาภัยจากน้ำ

ที่สำคัญ สำนักงานชลประทานที่ 9 กรมชลประทาน ซึ่งดูแลพื้นที่ชลประทาน 8 จังหวัด
ภาคตะวันออก ได้ตัดสินใจใช้กระบวนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการนำร่องจัดทำโครงการพัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐในพื้นที่ทั้ง 8 จังหวัด ผ่านคณะกรรมการชลประทานท้องถิ่น โดย นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทานเห็นชอบในหลักการให้เริ่มดำเนินการนำร่องได้เลย

“เป็นมิติใหม่ของกรมชลประทาน ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนที่ได้รับรู้การพัฒนาการชลประทานในพื้นที่ตัวเอง  ได้มีส่วนพิจารณาปัญหา ความต้องการ และแนวทางการแก้ไขด้วยตัวเอง” นายสุจินต์กล่าว

Leave a comment