ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/258364
วันพุธ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ท่านปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์-ธีรภัทร ประยูรสิทธิ และปลัดกระทรวงอีก 3 ท่านคือ ปลัดกระทรวงมหาดไทย,ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม,ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ได้ไปร่วมการเสวนา“สานต่องานรัชกาลที่ ๙” และลงนาม MOU-บันทึกความ เข้าใจเพื่อประยุกต์ใช้แนวทางพระราชดําริ ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเชิงพื้นที่ กับทางม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดําริ
การร่วมกันลงนาม MOU ดังกล่าวเพื่อแสดงถึงเจตนารมณ์การสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในการขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ในภาคการเกษตรและชนบท ในระดับครัวเรือนและชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พึ่งพาตนเองได้และมีความยั่งยืน
งานเสวนาและลงนาม MOU ครั้งนี้ จัดขึ้นในโอกาสที่สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯหรือที่เราคุ้นเคยได้ยินชื่อว่า “โครงการปิดทองหลังพระ”บ้าง,“มูลนิธิปิดทองหลังพระ” บ้าง ซึ่งได้ดำเนินการพัฒนา “พื้นที่ต้นแบบตามแนวพระราชดําริ”มา 7 ปีแล้ว ในโอกาสก้าวสู่ปี 8 ทางสถาบันจึงจัดแถลงผลงานรอบปีที่ผ่านมา และทิศที่จะดำเนินงานใน 5 ปีข้างหน้า เพื่อสานต่องานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้ยิ่งก้าวหน้าและยั่งยืน เป็นประโยชน์เพื่อประชาชนและประเทศชาติตามพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน
“คุณชายดิศนัดดา”แถลงสรุปได้ว่า พื้นที่ต้นแบบใน 5 จังหวัดคือ น่าน,อุดรธานี,กาฬสินธุ์,อุทัยธานีและเพชรบุรี งานก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ ทุกพื้นที่เริ่มต้นด้วยการพัฒนา “ระบบน้ำตามแนวพระราชดำริ” เพื่อให้เกษตรกรมีโอกาสทางอาชีพเพิ่มขึ้น ในปี 2559 สามารถเพิ่มพื้นที่รับน้ำได้อีก 3,828 ไร่โดยเฉพาะที่กาฬสินธุ์เพิ่มขึ้นถึง 2,209 ไร่และที่อุทัยธานีเพิ่มขึ้น 1,619 ไร่ ผลจากเรื่องน้ำนี้ ทำให้ชุมชนในพื้นที่ต้นแบบทั้ง 5 จังหวัด มีรายได้จากการเกษตรเพิ่มขึ้นเฉลี่ยครัวเรือนละเกือบ 35,000 บาท พ้นจากเส้นความยากจนตามเกณฑ์ความจำเป็นพื้นฐาน(จปฐ.-เส้นยากจนคือ รายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อคนต่อปี) หรือมีครัวเรือนที่พ้นจนเพิ่มขึ้น 16%
หลังพัฒนาระบบน้ำและส่งเสริมอาชีพทางเลือกใหม่แล้ว ปิดทองหลังพระยังส่งเสริมชาวบ้านรวมกลุ่มเพื่อพัฒนาความเข้มแข็งสู่ชุมชน ปัจจุบันมี 32 กลุ่ม เช่น กองทุนเมล็ดพันธุ์,กองทุนอาหารสัตว์,กองทุนโรงสีข้าว,กองทุนผู้ใช้น้ำ เป็นต้น แต่ยังต้องพัฒนาต่ออีกหลายด้าน เช่น ส่งเสริมความรู้ด้านบริหารจัดการและการตลาด เพื่อให้กลุ่ม/กองทุนสามารถยืนได้เองอย่างมั่นคงในอนาคต
นอกจากนี้บอร์ดปิดทองหลังพระมีมติให้ขยายพื้นที่ต้นแบบไปยังจ.ขอนแก่นและสามจังหวัดชายแดนใต้ ครอบคลุม 31 หมู่บ้าน 6,535 ครัวเรือนในพื้นที่ลำบากยากจน ที่ขอนแก่นเริ่มต้น 10 หมู่บ้านของต.ทุ่งโป่ง อ.อุบลรัตน์ ในอนาคตจะครอบคลุมทั้ง 528 หมู่บ้านรอบเขื่อนอุบลรัตน์ ส่วนที่ชายแดนภาคใต้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและศอบต.-ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ครอบคลุม 21 หมู่บ้านในยะลา ปัตตานี และนราธิวาส จังหวัดละ 7หมู่บ้าน รวม 5,546 ครัวเรือน “ใครที่ไปเห็นจะประหลาดใจที่ชาวบ้านติดเขื่อนอุบลรัตน์ แต่ไม่มีน้ำทำการเกษตร และภาคใต้ที่ว่ามีฝนแปดเดือนนั้น ยังมีบางแหล่งที่เป็นดินทราย ไม่อุ้มน้ำ หรือบางแห่งที่น้ำเปลี่ยนทางไหล จนเกิดเป็นที่ดินรกร้าง ไม่ได้ประกอบอาชีพ และคุณภาพชีวิตของคนที่จุดนั้น แย่ลง”
คุณชายดิศนัดดาชี้ว่า แม้การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบตามแนวพระราชดำริ ได้รับการสนับสนุนจากภาคีสำคัญทั้งภาคราชการและสถาบันการศึกษา แต่จะไปได้ไกลกว่านี้อีก ถ้ามีความร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ แทนที่จะร่วมมือกันเฉพาะกิจ ยิ่งมีระบบที่มีประสิทธิภาพมากเท่าไร ชาวบ้านก็จะได้ประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งน่ายินดีที่หลายฝ่ายเห็นความสำคัญเรื่องนี้ จึงเกิดการเซ็น MOU ดังกล่าวขึ้น
และตอนหนึ่งของการแถลงดังกล่าวยังได้ย้ำกับปลัดกระทรวงเกษตรฯและปลัดกระทรวงอื่นว่า จะต้องให้เกิดการปฏิบัติที่จริงจังต่อไป ไม่ใช่แค่เซ็น MOU กันไป แล้วไม่เกิดผลอะไรขึ้น
ผมเองมีโอกาสติดตามโครงการ“ปิดทองหลังพระ” อยู่บ้างเห็นว่าในพื้นที่ต้นแบบที่ทำมา ถือว่า สามารถแปรแนวทางพระราชดำริสู่การปฏิบัติได้จริงทั้งเรื่องน้ำ,ป่า,ดิน,การเกษตรและสิ่งแวดล้อมอย่างเห็นผล ขณะที่รัฐบาลรวมถึงกระทรวงเกษตรฯก็พร่ำยืนยันจะเดินหน้าทำโครงการตามแนวพระราชดำริโดยเฉพาะตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอยู่เสมอๆก็หวังว่า จะได้ดำเนินอย่างจริงจังตาม MOU นี้
ต้องสืบสานพระราชปณิธานในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยการลงมือทำจริงไม่ใช่แค่ลมปาก!
สาโรช บุญแสง