ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/259305
วันพุธ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สัปดาห์ที่แล้ว ผมเขียนเรื่องที่ท่านปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์-ธีรภัทร ประยูรสิทธิ กับอีก 3 ปลัด กระทรวงไปร่วมเสวนา “สานต่องานรัชกาลที่ ๙”และลงนาม MOU กับม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดําริ เพื่อขับเคลื่อนแนวทางพระราชดําริในการพัฒนาเชิงพื้นที่
พอดีวันอาทิตย์ 5 มีนาคมที่ผ่านมา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้เชิญม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ไปปาฐกถาเรื่อง “สื่อมวลชนกับการสืบสานพระราชปณิธานในหลวง ร.๙”ในงานวันนักข่าว ผมมีโอกาสฟัง“เฟสบุ๊คไลฟ์” เห็นเนื้อหาน่าสนใจยิ่ง เกี่ยวพันหลายฝ่าย รวมถึงสื่ออย่างผมด้วย จึงขอเอามาเล่าถือเป็นตอน 2 ของ“ร่วมกันสานต่องานพ่อ” ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน
“คุณชายดิศนัดดา” กล่าวปาฐกถา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มิได้เกษมสำราญเหมือนพระมหากษัตริย์ทั่วไปในโลกปัจจุบันที่ส่วนใหญ่สถาบันเป็นแค่“สัญลักษณ์” แต่พระองค์ขึ้นครองราชย์ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไทยกำลังเผชิญวิกฤติรุมเร้า หลังรัชกาลที่ ๘ สวรรคตเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 บ้านเมืองทรุดโทรม, คอมมิวนิสต์ขยายอิทธิพล ต่อสู้ด้วยอาวุธ คนไทยเข่นฆ่ากัน ฯลฯ พระองค์จึงต้องเข้าร่วมแก้ไขปัญหาประเทศ จนมีพระราชดำรัสว่า การเป็นพระมหากษัตริย์ ถ้าทำให้ประชาชนมีความสุขไม่ได้ ก็นับเป็นความล้มเหลว…นี่คือสัญญาประชาคม
“คุณชาย”กล่าวถึงเรื่องที่ในหลวงทรงมุ่งแก้ปัญหาคนชนบทและเกษตรกรที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งยังยากลำบาก จึงเกิดโครงการพระราชดำริถึง 4 พันโครงการ ทั้งทรงศึกษาเรื่องน้ำ,ดิน,ป่า,การเกษตรและพลังงานทดแทนอย่างเป็นระบบ กลายเป็น“เกษตรทฤษฎีใหม่”ที่ยิ่งใหญ่ เมื่อมีการมุ่งสู่ความเป็นประเทศอุตสาหกรรม ก็ทรงเตือน ให้ยึดฐานการเกษตรให้มั่นคง ด้วยทรงเห็นว่า“เกษตรนั้นเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ต้องทำให้ดีขึ้น โดยใช้หลักวิชาการและภูมิปัญญาชาวบ้าน ส่วนราชการก็ต้องทำงานแบบบูรณาการ”…แต่ทุกวันนี้ ราชการก็ยังทำกันแบบกรมใครกรมมัน เป็นอาณาจักรของตัวเอง คิดเองจากห้องแอร์ส่วนกลาง แล้วยัดเยียดสิ่งที่อยากทำ ลงพื้นที่ ประเทศจึงตกในวังวนแก้ไม่ได้
ขณะที่ภาคการเกษตรทรุดลงต่อเนื่องยาวนาน สาเหตุมาจากเรื่อง“น้ำ”และ“การศึกษา” ซึ่งในหลวง ร.๙ ทรงเน้นแก้ปัญหา“น้ำ”มาตลอด ทรงพาหน่วยงานลงพื้นที่จริง ทำเป็นตัวอย่าง ลงมือแก้ไขและใช้ข้อมูลจริงของชาวบ้านแต่ละพื้นที่ “ท่านทำมากมายก่ายกองเรื่องน้ำ แต่ถามว่า มีรัฐบาลไหนแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำจริงจังเป็นวาระของชาติบ้าง..ไม่มีเลย! ทำไมครับ?”
คุณชายดิศนัดดายังกล่าวถึงปัญหาใหญ่ของไทยคือ “ความเหลื่อมล้ำ”ที่สูงมากเป็นอันดับที่ 3 ของโลกในเวลานี้แล้ว รองจากรัสเซียและอินเดียเท่านั้น เป็นปัญหารุนแรง เหลื่อมล้ำราวกับฟ้าและเหว จากความล้มเหลวในชนบทที่ทำให้ผู้คนทะลักเข้าเมือง สร้างปัญหาต่อเนื่อง ขณะที่แนวทางของในหลวงพยายามจะให้ชนบทอยู่ได้ มีงานทำ เพื่อลดช่องว่าง ความเหลื่อมล้ำ
ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เกษตรกรหนี้สินล้น ที่ดินส่วนใหญ่เป็นของคนส่วนน้อย นำไปสู่ความขัดแย้ง เป็นต้นตอวิกฤติชาติ
ซึ่งในหลวงร.๙ ทรงสรุปจากการทรงงานยาวนานว่า เมื่อประชาชนเดือดร้อน ย่อมไม่มีอิสระ ต้องพึ่งพาคนอื่น กลายเป็นปัญหาในการพัฒนาประชาธิปไตย เมื่อคนจนถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขต่างๆ จึงกลายเป็นเหยื่อการเมืองโดยง่าย เป็นมวลชนของแต่ละฝ่ายที่มุ่งชนะคะคานกัน สุดท้ายจึงเกิดรัฐประหาร “แต่รัฐประหารกี่ครั้งก็จะกลับมาเหมือนเดิม เพราะเรามองข้ามรากเหง้าปัญหาคือ ความยากจนและความเหลื่อมล้ำ”
ตรงนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ม.ร.ว.ดิศนัดดาฝากถึงสื่อมวลชนด้วยที่ต้องการเรื่อง“เสรีภาพ” แต่ได้ทำหน้าที่ในการช่วยแก้ไขปัญหาประเทศชาติอย่างจริงจังบ้างไหม
“ผมขอตั้งคำถามตรงไปตรงมาว่า ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยนั้น รุนแรงและเป็นรากฐานวิกฤติต่างๆ สื่อมวลชนเห็นปัญหานี้บ้างหรือไม่ ได้เป็นตัวกลางเปิดเวทีระดมความคิดหาทางออกหรือไม่…ทุกวันนี้หนังสือพิมพ์ ทีวีวิทยุ เสนอข่าวความทุกข์ยากของชนบทมากแค่ไหน มีหรือไม่ ถ้าสื่อนำเสนอมากๆ อย่างสม่ำเสมอ คนในชาติก็จะรู้ปัญหาประเทศเป็นอย่างไร โอกาสแก้ไขก็จะมีมากขึ้น เรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคมที่รัชกาลที่ ๙ ทรงแก้ไขมาตลอด ทำไมกลับไม่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน น่าเสียดาย น่าจะเป็นเรื่องหลักที่พวกเราต้องมาช่วยกันแก้ ในฐานะที่สื่อมีอิทธิพลต่อความคิดคนหมู่มาก”
ก็ทิ้งท้ายเป็นข้อคิดให้ผมและเพื่อนสื่อทั้งหลาย รวมทั้งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องด้วย คงต้องทบทวน เพื่อทำหน้าที่ให้สมกับที่ยืนยันกันว่า จะสืบสานพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ ๙