แตกใบอ่อน : บทเรียน‘ถ่านหิน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/258564

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

807934531

ในที่สุดก็ชัดเสียยิ่งกว่าชัด ภายหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมายืนยันด้วยตัวเองถึงคำสั่งให้ “ยกเลิก” รายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) และรายงานผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (EHIA) โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ซึ่งเท่ากับเป็นการ “ดับไฟ” ได้ในช่วงเกือบจะนาทีสุดท้าย จากผลพวงของความพยายาม “เลี่ยงบาลี” ของผู้ใหญ่ในรัฐบาลไปจนถึง กฟผ. ที่อ้างว่านายกฯเพียงแค่ให้ “ทบทวน” ข้อบกพร่องของผลการศึกษา EIA ที่เคยทำมา จนเกือบพาลจะเป็นการปลุกม็อบให้บุกมาชุมนุมคัดค้านที่ทำเนียบรัฐบาลขึ้นมาอีกรอบ

โดยหลังจากนี้ก็คงเหลือเพียงแค่การจับตารอดูกันต่อไปถึงกระบวนการ “นับหนึ่ง” ซึ่งอาจไม่ใช่เพียงแค่การกลับไปเริ่มทำ EIA และ EHIA กันใหม่หมดเท่านั้น แต่อาจจะต้องกลับไปเริ่มกันใหม่ตั้งแต่การเปิดเวทีเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับอนาคตพลังงานของประเทศกันเลยทีเดียว

เพราะหากถอดรหัสจากคำพูดของนายกฯเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จะพบว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้สั่งการไปถึงปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงพลังงาน ให้ไปเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อให้ได้ข้อสรุปร่วมกันของทุกฝ่ายว่า อนาคตพลังงานของประเทศควรเป็นอย่างไร

“ต่อไปเราจะใช้อะไร แล้วโลกเขาใช้อะไรกันในการผลิต เราจะไม่เน้นในการพูดเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อน ไม่เช่นนั้นก็จะเริ่มด้วยการทะเลาะกันทุกครั้งไป ดังนั้นต้องสร้างความเข้าใจกันก่อน แน่นอนว่ามันต้องมีการสร้างโรงไฟฟ้าอีก แต่จะสร้างอย่างไร ต้องดูว่าอะไรดี ปลอดภัย และรองรับการสร้างความมั่นคงได้ทางพลังงานไฟฟ้า ต้องทำให้สอดคล้องกัน ระหว่างพลังงานที่เกิดจากฟอสซิล กับพลังงานหมุนเวียน หรือพลังงานทดแทน”

ผมค่อนข้างเห็นด้วยทีเดียวกับความคิดของนายกฯ เรื่องการเปิดเวทีพูดคุยกันถึงอนาคตพลังงานของชาติว่า วันข้างหน้าควรมีการจัดการกันอย่างไร แต่จะให้ดีก็ควรจะมีการวางแผนกันอย่างครบวงจร เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่อง “ความมั่นคงทางพลังงาน” มันไม่ได้มีเพียงแค่มิติของ “การจัดหา” หรือสร้างโรงไฟฟ้าขึ้นมาเพื่อรองรับความต้องการในอนาคตเท่านั้น แต่ยังมีมิติอื่นๆ ที่สำคัญ
ไม่แพ้กัน แต่ที่ผ่านมากกลับถูกละเลยไปหมด

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น กรณีการออกมาพูดว่าไฟฟ้าไม่พอใช้ ซึ่งที่ผ่านมาผมเห็นพูดกันเช้าจรดเย็นตั้งแต่นายกฯ ไปจนถึงรัฐมนตรี ผู้บริหารกระทรวงพลังงาน ยันการไฟฟ้า แต่เชื่อลองสังเกตดูสิครับว่า ไอ้ที่พูดกันปาวๆๆ ในช่วงที่ผ่านมานั้น มีใครหรือหน่วยงานไหนที่คิดจะออกมารณรงค์เรื่องการประหยัดพลังงานให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกันอย่างจริงๆ จังๆ หรือเปล่า

ไม่มีนะครับ ที่ผ่านมาเต็มที่ก็มีแต่จัด “อีเว้นท์” เป็นพักๆ พอเลิกแล้วก็บ้านใครบ้านมัน

นี่ยังไม่พูดถึงความล้มเหลวเรื่องการสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงการใช้ประโยชน์จาก “พลังงานแสงอาทิตย์” หรือพลังงานทางเลือกอื่นๆ ในระดับครัวเรือนนะครับ

แบบนี้จะสร้างมาอีกกี่สิบโรงไฟฟ้าก็สร้างกันไม่พอใช้หรอกครับ เพราะคนมันไม่ประหยัด

ความยั่งยืนมันเลยไม่มี

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ รัฐจำเป็นต้องปฏิรูป “ความคิด” ของตัวเองให้ได้ในเรื่องการวางแผนบริหารจัดการพลังงาน เพราะหากลองย้อนมองกลับไปในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่า การเลือกพัฒนาโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าของไทย รัฐจะเป็นผู้ชี้ขาดเพียงฝ่ายเดียวว่า จะเลือกใช้โรงไฟฟ้าแบบไหน ที่ใด และไม่มีการเสนอทางเลือกแบบต่างๆ ต่อสาธารณชนเพื่อ
ฟังความเห็นให้รอบด้าน พอถึงเวลาลงมือก็งัดกฎหมายมาประกาศบังคับใช้ มัดมือชาวบ้านไม่ให้คัดค้านทัดทาน

กระบวนการแบบนี้ในอดีตอาจจะใช้ได้ผลครับ แต่ปัจจุบันใช้ไม่ได้แน่ ซึ่งปัญหาความขัดแย้งกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ รวมถึงกรณีการคัดค้านโครงการรัฐด้านอื่นๆ อาทิ โครงการระเบิดแก่งน้ำโขงที่ จ.เชียงราย โครงการก่อสร้างเขื่อนท่าแซะ จ.ชุมพร ล้วนกรณีตัวอย่างที่บ่งบอกได้อย่างดีว่าวิธีคิดแบบนี้มันไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว

ต้องไม่ลืมนะครับว่า ทุกวันนี้โลกเราก้าวกันไปไกลขนาดไหนแล้ว และชาวบ้านก็ไม่ได้กินแกลบ จึงไม่ใช่เรื่องที่ใครจะมาจูงจมูกได้ง่ายๆ กันอีกต่อไป

นอกจากนี้ยังมีอีกสิ่งที่สำคัญ คือ ในอดีตที่ผ่านมา มีความผิดพลาดเกิดขึ้นจากโครงการของรัฐเกิดขึ้นไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง และสร้างความเจ็บช้ำให้กับชาวบ้านเอาไว้อย่างแสนสาหัส หากไม่รู้จะดูตัวอย่างที่ไหนก็ลองไปดูกรณี “โรงไฟฟ้าแม่เมาะ” ดูก็ได้

โลกเปลี่ยน รัฐก็ต้องเปลี่ยน

หมดเวลาแล้วครับสำหรับการเอาแต่ชี้นิ้วสั่งประชาชน

มะลิลา

Leave a comment