ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/261340
วันอังคาร ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.
สภาพดินในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างมักจะมีปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน ดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินพรุในพื้นที่ทำการเกษตร ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมา กรมพัฒนาที่ดิน โดยสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 ได้เข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของกรมพัฒนาที่ดิน โดยยึดแนวทางตามพระราชดำริ จนเกษตรกรสามารถพลิกฟื้นผืนดินกลับมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้อีกครั้งอย่างยั่นยืน
นายปรีชา โพธิ์ปาน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12เปิดเผยว่า เนื่องจากสภาพพื้นที่ของภาคใต้ขนาบด้วยทะเลทั้ง 2 ฝั่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา พื้นที่สูง ในขณะที่พื้นที่ทำการเกษตร ส่วนใหญ่มีปัญหาดินเปรี้ยว ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ซึ่งเกิดจากการทับถมของตะกอนน้ำกร่อยซึ่งเป็นบริเวณที่เคยได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเลท่วมถึงมาก่อน อีกทั้งยังมีดินอินทรีย์หรือดินพรุในพื้นที่ทำการเกษตรรวมถึงปัญหาการชะล้างของดิน ทำให้เกิดดินตื้น ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพการเกษตรเป็นอย่างมาก สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 จังหวัดสงขลา เป็นหน่วยงานในสังกัดกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของดินในพื้นที่รับผิดชอบ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานีและนราธิวาส มาโดยตลอด ซึ่งที่ผ่านมา ได้เข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของกรมพัฒนาที่ดิน โดยยึดหลักตามแนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาดินของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

แนวทางที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริไว้ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทรงเน้นเรื่องของการแก้ปัญหาดินเปรี้ยวเป็นส่วนใหญ่ เพราะปัญหาดินเปรี้ยวในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างมีพื้นที่รวมกว่า 5 แสนกว่าไร่ เกือบ 6 แสนไร่ ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่เยอะมากและส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในพื้นที่หลายครัวเรือน ดังนั้น การที่พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้มีการฟื้นฟูสภาพดินเพื่อให้กลับมาทำกินได้จึงถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้
ศูนย์ศึกษาพัฒนาการพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2525 ซึ่งในขณะนั้น พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังจังหวัดนราธิวาส ทำให้พระองค์ทรงรับทราบว่าเกษตรกรในพื้นที่ประสบปัญหาทำการเกษตรในที่ดินของตัวเองไม่ได้ เนื่องจากสภาพดินมีปัญหา ปลูกพืชอะไรก็ไม่เจริญเติบโต ได้ผลผลิตต่ำไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน จึงทรงมีพระราชดำริให้ทำการศึกษา โดยเลือกพื้นที่ ที่มีดินพรุ ดินเปรี้ยว ในศูนย์ฯ พิกุลทอง โดยพระราชทานแนวทางการแก้ปัญหาดินเปรี้ยวที่เรียกว่า โครงการแกล้งดิน ซึ่งดำเนินการที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองจนประสบความสำเร็จ สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 จึงได้น้อมนำแนวทางของพระองค์มาดำเนินการแก้ไขและขยายผลในพื้นที่รับผิดชอบทั้ง 7 จังหวัดจนประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ พื้นที่ภาคใต้ตอนล่างหลายจังหวัดมีปัญหาดินเปรี้ยวจัด พบว่าเกิดจากในชั้นใต้ดินมีสารประกอบไพไรท์อยู่จำนวนมาก เมื่อดินแห้ง สารไพไรท์จะทำปฏิกิริยากับอากาศ ปลดปล่อยกรดกำมะถันออกมา ทำให้ดินแปรสภาพเป็นดินกรดจัดหรือเปรี้ยวจัด จึงมีพระราชดำริให้ทำการศึกษาการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรดของดิน เริ่มจากวิธีการแกล้งดินให้เปรี้ยว คือ ทำให้ดินแห้งและเปียกสลับกันไปเพื่อเร่งปฏิกิริยาทางเคมีของดิน ซึ่งจะไปกระตุ้นให้สารไพไรท์ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ ปลดปล่อยกรดกำมะถันออกมา ทำให้ดินเป็นกรดจัดจนถึงขั้นแกล้งดินให้เปรี้ยวสุดขีด จนกระทั่งถึงจุดที่พืชไม่สามารถเจริญงอกงามได้ จากนั้นจึงหาวิธีการปรับปรุงดินดังกล่าวให้สามารถปลูกพืชได้

สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 ได้น้อมนำแนวทางของพระองค์มาดำเนินการแก้ไขและขยายผลในพื้นที่รับผิดชอบทั้ง 7 จังหวัดจนประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี เช่น โครงการพัฒนาพื้นที่นาร้างโดยเน้นส่งเสริมปลูกข้าว ปาล์มน้ำมัน รวมไปถึงไม้ผล โดยได้สนับสนุนด้านการปรับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การเข้าไปสนับสนุนการขุดยกร่องเพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่ม จึงต้องขุดยกร่องเพื่อให้พ้นน้ำนอกจากนี้ ยังสนับสนุนวัสดุปรับปรุงดินและพันธุ์พืช เกษตรกรสามารถกลับมาใช้ที่ดินเพื่อทำการเกษตร และสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในแนวทางพระราชดำริที่นำมาปรับใช้ ยังมีอีกหลายๆ โครงการ หลายๆ แนวทางที่กรมพัฒนาที่ดินได้น้อมนำมาผลสำเร็จของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มาขยายผลสู่พี่น้องเกษตรกรในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียงมาโดยตลอด เช่นศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส ที่ได้ดำเนินการฟื้นฟูดินเปรี้ยวจัดจนสามารถผลิตข้าวให้มีผลผลิตสูงขึ้นหรือกระทั่งตัวอย่างด้านการพัฒนาที่ดินเพื่อทำการเกษตรแบบผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้มีการเผยแพร่องค์ความรู้ผ่านเครือข่ายหมอดินอาสาที่มีอยู่ในพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมี เพื่อให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินที่มีศักยภาพ สามารถลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้ที่มั่นคง
“นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง ที่พระองค์พระราชทานแนวพระราชดำริในการพลิกฟื้นผืนดินที่เสื่อมโทรมให้กับเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้กลับมาทำการเกษตร มีอาชีพ มีรายได้อีกครั้ง และไม่ได้มีเพียงด้านพืชเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงอาชีพเกษตรด้านปศุสัตว์และประมงอีกด้วย โดยเฉพาะแนวทางตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ช่วยให้เกษตรกรซึ่งมีพื้นที่ไม่มาก สามารถประกอบอาชีพทางการเกษตรเลี้ยงครอบครัวได้ ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจเรียนรู้สามารถประสานกับสถานีพัฒนาที่ดินได้ทุกจังหวัด รวมถึงหมอดินอาสาที่อยู่ใกล้บ้านท่าน”นายปรีชา กล่าวทิ้งท้าย
