รายงานพิเศษ : ‘ศูนย์ฯพิกุลทอง’พลิกพื้นดินเปรี้ยวตามแนวพระราชดำริ พัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/260348

วันพุธ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในหลายพื้นที่ของจังหวัดนราธิวาส ทำให้ทรงทราบถึงปัญหาและความทุกข์ยากของราษฎร เนื่องจากสภาพดินส่วนใหญ่เป็นดินพรุ มีสภาพเปรี้ยวจัดไม่สามารถเพาะปลูกพืชได้ จึงพระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น เพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยว โดยทรงแนะนำให้ทำการแกล้งดิน ซึ่งกรมพัฒนาที่ดิน เป็นหน่วยงานหลักที่ดำเนินงานในศูนย์ ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงได้ดำเนินการสนองพระราชดำริด้วยการศึกษาวิจัยและปรับปรุงดินโดยวิธีแกล้งดินจนประสบผลสำเร็จ และยังได้มีการขยายผลการดำเนินงาน มีการประยุกต์ใช้ และถ่ายทอดเทคโนโลยีในพื้นที่ของเกษตรกร จนสามารถพลิกฟื้นผืนดินให้สามารถทำกินได้อย่างยั่งยืน

นางสายหยุด เพ็ชรสุข ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เปิดเผยว่า ศูนย์ฯพิกุลทอง จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2525 หน้าที่หลักของศูนย์ฯ คือ ศึกษา ค้นคว้า วิจัย เพื่อหารูปแบบในการพัฒนาพื้นที่พรุหรือพื้นที่ลุ่มต่ำให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินในการทำกินด้านการเกษตรได้ พร้อมกับการพัฒนาอาชีพให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งการดำเนินงานของศูนย์ฯ พิกุลทอง เป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานราชการหลายๆ หน่วยงาน โดยเฉพาะในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากลักษณะงานเป็นการพัฒนาพื้นที่พรุซึ่งเป็นที่ลุ่มน้ำท่วมขัง การทำงานโดยหน่วยงานใด หน่วยงานหนึ่งคงไม่สามารถแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรอย่างแท้จริงได้ แต่ปัญหาหลักๆ ของพื้นที่จะเป็นเรื่องของสภาพดินเปรี้ยวจัด ดังนั้น กรมพัฒนาที่ดินจึงเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานที่นี่

สำหรับวิธีการแกล้งดินให้เปรี้ยว คือการทำให้ดินแห้งและเปียกสลับกันไปเพื่อเร่งปฏิกิริยาทางเคมีของดิน ซึ่งจะไปกระตุ้นให้สารไพไรท์ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ ปลดปล่อยกรดกำมะถันออกมา ทำให้ดินเป็นกรดจัดจนถึงขั้นแกล้งดินให้เปรี้ยวสุดขีด จนกระทั่งถึงจุดที่พืชไม่สามารถเจริญงอกงามได้ จากนั้นจึงหาวิธีการปรับปรุงดินดังกล่าวให้สามารถปลูกพืชได้ ได้แก่การใช้ปูนขาว หินปูนฝุ่น โรยลงไปในดินแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน ปูนจะทำปฏิกิริยากับกรดกำมะถันในดิน ทำให้ปริมาณกรดในดินลดลง ซึ่งหากใส่ในปริมาณที่มากพอจะส่งผลให้ดินมีสภาพเป็นกลาง ส่วนการใช้น้ำจืดล้างกรดและสารพิษออกจากดินโดยตรง กรดจะถูกชะล้างออกอย่างช้าๆ และนานกว่าวิธีแรก นอกจากนี้จะทำการยกร่องเพื่อปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น โดยมีคูน้ำอยู่ด้านข้าง และให้นำหน้าดินจากบริเวณที่เป็นคูมาเสริมหน้าดินเดิมที่เป็นคันร่องจะทำให้ได้หน้าดินที่หนาขึ้น ส่วนดินที่มีสารไพไรท์จะใช้เสริมด้านข้าง เมื่อใช้น้ำชะล้างบนสันร่อง กรดจะถูกน้ำชะล้างออกยังคูด้านข้างแล้วระบายออกไป

“จากการศึกษาการแกล้งดินตามแนวทางพระราชดำริ เมื่อได้ผลแล้วจึงนำไปขยายผลต่อในพื้นที่ของเกษตรกร โดยพื้นที่แรกคืออำเภอตากใบ ซึ่งเป็นเกษตรกรทำนา และมีปัญหาดินเปรี้ยวจัดโดยเฉพาะในพื้นที่บ้านโคกอิฐ โคกใน ซึ่งอยู่บริเวณขอบพรุโต๊ะแดง ที่เดิมไม่สามารถทำนาข้าวได้ แต่หลังที่ได้นำผลการศึกษาแกล้งดินไปส่งเสริมให้กับเกษตรกร ผลที่ได้คือสามารถพลิกฟื้นผืนดินจนสามารถทำการเกษตรและปลูกข้าวได้ผลผลิตดี 50-60 ถังต่อไร่ และยังขยายผลไปยังพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งมีสภาพดินเป็นดินเปรี้ยวจัดคล้ายๆ กับพื้นที่จังหวัดนราธิวาส อีกทั้งขยายผลไปยังภาคกลางตอนล่าง เช่น นครนายก ที่มีสภาพดินและปัญหาคล้ายๆ กันให้สามารถทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืน” นางสายหยุด กล่าวทิ้งท้าย

Leave a comment