ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย บวร โทศรีแก้ว 7 พ.ค. 2560 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/933067

ตั้งแต่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประกาศความริเริ่ม “เส้นทางสายไหมยุคใหม่” หรือ “One Belt, One Road” (หนึ่งแถบ, หนึ่งเส้นทาง) หรือ “อี้ไต้, อี้ลู่” ในปี 2556 จีนก็ผลักดันอภิมหาโครงการนี้อย่างมุ่งมั่น ต่อเนื่อง โดยผนึกกำลังหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทุกองคาพยพ ขณะที่โหมรณรงค์ในระดับโลกด้วย
17-27 เม.ย.ที่ผ่านมา จีนเชิญคณะสื่อมวลชนจาก “อาเซียน” 10 ประเทศ ไปเยือนมณฑลหูหนานและเจียงซี พาไปดูพัฒนาการด้านต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในกลไกผลักดัน “อี้ไต้, อี้ลู่” สู่เป้าหมาย
พวกเราได้เห็นอะไรไม่น้อย จะเล่าให้ฟังวันหลังครับ!
ทริปนี้มีชื่อว่า “Jointly Building 21th Century Maritime Silk Road” (ร่วมสร้างเส้นทางสายไหมทางทะเลในศตวรรษที่ 21) มีหลายหน่วยงานร่วมเป็นเจ้าภาพ ทั้งสำนักงานข่าวสารแห่งคณะมนตรีจีน, ศูนย์อาเซียน-จีน (เอซีซี), กลุ่มสื่อสิ่งพิมพ์ระหว่างประเทศจีน (ซีไอพีจี) และไชน่า รีพอร์ท องค์กรสื่อใต้สังกัดซีไอพีจี
ต้องขอเท้าความสักนิดว่า One Belt, One Road หรือ OBOR หรือ B&R นี้ มี 2 ส่วน แต่มีเป้าหมายเดียวกัน โดยส่วนแรก One Belt หมายถึง “แถบเศรษฐกิจเส้นทางสายไหม” (The Silk Road Economic Belt) หรือ SREB คือเส้นทางสายไหมทางบก ซึ่งเป็นการฟื้นฟูต่อยอดเส้นทางสายไหมเดิมในยุคโบราณ
ส่วน One Road หมายถึง “เส้นทางสาย ไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21” (21th Century Maritime Silk Road) หรือ MSR เป็นของใหม่ คือขยายเส้นทางสายไหมไปทางทะเลด้วย

“อี้ไต้ อี้ลู่” จึงเป็นโครงการที่ทะเยอทะยานใหญ่โตมโหฬารที่สุดของจีนยุคใหม่ นับตั้งแต่ท่านประธานเหมา เจ๋อตุง สถาปนา “สาธารณรัฐ ประชาชนจีน” ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์ใน พ.ศ.2492 และถือเป็นนโยบายต่างประเทศชิ้นเอกของท่านสี จิ้นผิง
เส้นทางสายไหมทางบกจะครอบคลุมเอเชียใต้ เอเชียกลาง เอเชียตะวันตก ตะวันออกกลาง ไปจนถึงยุโรปและแอฟริกา ส่วนเส้นทางสายไหมทางทะเล จะเริ่มต้นจากเมืองกว่านโจวมณฑล ฝูเจี้ยน เช่นเดียวกับเส้นทางสายไหมทางบกผ่านมณฑลกวางตุ้ง กว่างซี ไห่หนาน (ไหหลำ) ไปยัง ช่องแคบมะละกา จากกรุงกัวลาลัมเปอร์ในมาเลเซียไปยังเมืองโกลกาตาในอินเดีย ไปกรุงโคลัมโบในศรีลังกา ข้ามมหาสมุทรอินเดียไปยังกรุงไนโรบีในเคนยาในแอฟริกา จากนั้นเลียบทะเลแดงไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ไปสิ้นสุดที่นครเวนิสในอิตาลี
เส้นทางสายไหมทางทะเลเกี่ยวโยงกับประเทศ อาเซียนด้วย ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ส่วนประเทศอื่นๆ เช่น ไทย ลาว เมียนมา กัมพูชา ก็จะถูกดึงเข้าไปร่วมด้วยโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงเพื่อ ให้เชื่อมต่อถึงกันหมด
จีนยังพยายามดึงอินเดีย ปากีสถาน และรัสเซียให้เข้ามาร่วมด้วยผ่านข้อตกลงอื่น ซึ่งเมื่อนับรวมแล้วจะมีกว่า 60 ประเทศที่อยู่ในเส้นทางสายไหมทั้งทางบกและทางทะเล ครอบคลุมประชากรราว 65% ของทั้งโลก ราว 1 ใน 3 ของจีดีพีของทั้งโลก และราว 1 ใน 4 ของปริมาณการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการของทั้งโลก!
จีนยืนยันว่าเป้าหมายหลักของเส้นทางสายไหมใหม่คือส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ทางทะเล วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม กับนานาประเทศ แต่จริงๆแล้ว ถ้าโครงการนี้สำเร็จ จีนย่อมสามารถขยายอิทธิพลด้านการเมือง การทหาร และความมั่นคงไปกว่าครึ่งค่อนโลกด้วยโดยปริยาย
เพื่อผลักดันเส้นทางสายไหมยุคใหม่ จีนได้ตั้ง “ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย” (AIIB) ขึ้น มีสมาชิกแล้วกว่า 70 ประเทศ โดยจีนลงขันหุ้นใหญ่ขั้นแรก 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และต่อไปอาจมีสถาบันการเงินอื่นๆเข้าร่วมอีก นอกจากนี้ จีนยังตั้ง “กองทุนเส้นทางสายไหม” (Silk Road Fund) มูลค่าขั้นต้น 40,000ล้าน ดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่มีการประเมินว่ามูลค่าการลงทุนโครงการเส้นทางสายไหมใหม่ซึ่งยังไม่กำหนดกรอบเวลาชัดเจนนี้ อาจสูงถึง 4-8 ล้านล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ! จึงต้องใช้เงินอีกมหาศาล
เส้นทางสายไหมใหม่ยิ่งมีความสำคัญกับจีนยิ่งขึ้น หลังในปีหลังๆ เศรษฐกิจจีนชะลอตัวโดยปีนี้คาดว่าจีดีพีจะโตแค่ 6.64% จากที่เคยร้อนแรงโตเกิน 10% มานาน จนรัฐบาลจีนใช้คำว่า “นิวนอร์มอล” (ภาวะปกติใหม่) มานิยามเศรษฐกิจจีนใหม่ ระบุว่าจะโตอย่างมั่นคงแต่ไม่หวือหวาอีกต่อไป
เป็นที่รู้กันดีว่าจีนยุคนี้ซึ่งมีประชากรมากที่สุดในโลกเกือบ 1,400 ล้านคน มีกำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) มหาศาล ขณะที่ส่งออกได้น้อยลงเพราะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ จีนยังมีเงินทุน สำรองมหาศาลแต่เห็นว่ารายได้จากดอกเบี้ยต่ำ จึงจำเป็นต้องหาช่องทางการลงทุนที่จะมีรายได้สูงขึ้นและระบายสินค้าส่วนเกินสู่โลกภายนอก เช่น สินค้าภาคอุตสาหกรรมเหล็ก คอนกรีต ที่อยู่อาศัย และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ
โครงการเส้นทางสายไหมใหม่จึง “ตอบ โจทย์” เรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะจีนจะสามารถเข้าไปลงทุนและขายวัตถุดิบในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในนานาประเทศตามเส้นทางสายไหมใหม่ โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูงซึ่งจีนพัฒนาต่อเนื่องเพื่อตีตลาดโลก
จีนยืนยันว่าทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์แบบ “วิน–วิน” เพราะประเทศต่างๆตามเส้นทางสายไหม ใหม่จะได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟความเร็วสูงและถนน และส่งสินค้าไปขายในจีนได้ดีขึ้น ส่วนใครจะได้หรือเสียมากน้อย ขึ้นอยู่กับปัจจัยเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป!
จีนเล็งผลเลิศขนาดไหน ดูได้จากใน 14-15 พ.ค.นี้ จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม One Belt, One Road ระดับนานาชาติเป็นครั้งแรก ที่ปักกิ่ง จะมีผู้นำจากกว่า 20 ประเทศในแทบทุกทวีปเข้าร่วม
ดันกันสุดลิ่มขนาดนี้ น่าลุ้นครับว่า “อี้ไต้, อี้ลู่” จะไปถึงฝันหรือไม่!
บวร โทศรีแก้ว