ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/257948
วันอาทิตย์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.
พลับพลาจตุรมุข (2)
อาทิตย์นี้ได้ตามรอยการเปิดตำนานวังหน้าจากอดีตสู่ปัจจุบัน ซึ่งเป็นโครงการเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติที่กรมศิลปากรจัดขึ้นด้วยวังหน้านั้นมีบทบาทสำคัญทางด้านศิลปกรรมของชาติมาตลอด วังหน้ากรุงรัตนโกสินทร์คือพระราชวังบวรสถานมงคลได้ถูกจัดเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติสำหรับพระนคร เช่นเดียวกันวังหน้าสมัยอยุธยาคือ พระราชวังจันทรเกษมก็จัดเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเช่นเดียวกัน พระราชวังจันทรเกษมแห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่นํ้าป่าสัก หรือคลองคูขื่อหน้า ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สันนิษฐานว่าพระราชวังนี้สร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ.2120 ในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา เพื่อเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรในยามที่เสด็จจากเมืองพิษณุโลกมาเฝ้าพระราชบิดาที่กรุงศรีอยุธยา
สมเด็จพระนเรศวรเคยทรงใช้เป็นกองบัญชาการรบกับข้าศึกจากหงสาวดีเมื่อพ.ศ.2129 มีกษัตริย์และพระมหาอุปราชเคยประทับอยู่ถึง 8 พระองค์คือสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถเจ้าฟ้าสุทัศน์ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ขุนหลวงสรศักดิ์หรือสมเด็จพระเจ้าเสือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศและกรมพระราชวังบวรมหาเสนาพิทักษ์หลังจากเหตุการณ์เสียกรุงเมื่อพ.ศ.2310 พระราชวังจันทรเกษมได้ถูกทิ้งร้างและไม่มีสิ่งก่อสร้างของเดิมเหลืออยู่นอกจากฐานราก

จนกระทั่งพ.ศ.2404 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯให้พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าชิดเชื้อพงศ์ เป็นแม่กองดูแลก่อสร้างพระตำหนักและพลับพลาที่ประทับขึ้นใหม่เพื่อใช้เป็นที่ประทับในเวลาที่พระองค์เสด็จประพาสพระนครศรีอยุธยา และพระราชทานนามว่า พระราชวังจันทรเกษม
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2436 ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5ได้พระราชทานพระราชวังจันทรเกษมเป็นที่ทำการมณฑลกรุงเก่า โดยใช้พระที่นั่งพิมานรัตยาเป็นที่ทำการในครั้งแรก ต่อมาพระยาโบราณราชธานินทร์สมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า ได้จัดสร้างอาคารขึ้นจึงย้ายจากพระที่นั่งพิมานรัตยามาอาคารที่ทำการมณฑล ครั้งนั้นพระยาโบราณราชธานินทร์ ได้รวบรวมโบราณวัตถุในบริเวณกรุงเก่าและบริเวณใกล้เคียงมาเก็บรักษาไว้ที่พระราชวังจันทรเกษมเป็นจำนวนมากและในปี พ.ศ.2445 นั้น สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงแนะนำให้พระยาโบราณราชธานินทร์ จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่เรียกว่าโบราณพิพิธภัณฑ์โดยใช้ตึกโรงม้าพระที่นั่งเป็นที่เก็บรวมรวมโบราณวัตถุ

ต่อมาปี พ.ศ.2447 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายวัตถุต่างๆจากโรงม้าพระที่นั่งนั้นเข้ามาเก็บรักษาและตั้งแสดงที่บริเวณอาคารพลับพลาจตุรมุข และต่อเติมระเบียงตามแนวอาคารด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกเพื่อจัดตั้งวัตถุ ศิลาจารึก และประติมากรรมต่างๆ โดยพระราชทานชื่อว่า อยุธยาพิพิธภัณฑ์ จนถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2479 กรมศิลปากร ได้ประกาศให้อยุธยาพิพิธภัณฑ์นั้นเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษม
พระราชวังจันทรเกษมนั้นมีกำแพง พระราชวังก่ออิฐ มีใบเสมา มีประตู 4 ด้าน เดิมนั้นคาดว่ามีกำแพงสองชั้น เช่นเดียวกับวังหลวง ภายในมีพลับพลาจตุรมุขสร้างสมัย ร.4 โดยโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอาคารพลับพลาทรงจตุรมุขแฝดเพื่อใช้เป็นท้องพระโรงสำหรับออกงานว่าราชการ และที่ประทับในเวลาเดียวกัน พระที่นั่งพิมานรัตยา เป็นหมู่อาคารตึกกลางพระราชวัง มี 4 หลัง คือ อาคารปรัศว์ซ้าย อาคารปรัศว์ขวา พระที่นั่งพิมานรัตยา และศาลาเชิญเครื่อง หอดูดาวหรือพระที่นั่งพิสัยศัลลักษณ์เป็นอาคารหอสูง 4 ชั้น สร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชต่อมา ร.4 ทรงสร้างขึ้นใหม่ตามแนวรากฐานอาคารเดิมทรงใช้เป็นที่ประทับทอดพระเนตรดวงดาว ตึกโรงม้าพระที่นั่ง เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนสองชั้นและอาคารสโมสรเสือป่า สร้างขึ้นในสมัย ร.6 และอาคารมณฑลหรืออาคารมหาดไทย เป็นอาคารยาวชั้นเดียว ปัจจุบันทุกอาคารนั้นใช้จัดแสดงโบราณวัตถุทั้งหมด

