ย้อนรอย‘ลัทธิมรณะ’…ถึงธรรมกาย ศรัทธา-ความเชื่อ…สู่‘โศกนาฏกรรม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/258503

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“…อยากขอให้ประชาชนได้ตระหนัก อย่าใช้การทำร้ายร่างกายตัวเองมาเป็นเครื่องต่อสู้เพื่อให้ได้ชัยชนะ เพราะนอกจากจะเป็นอันตรายแล้ว ยังผิดหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา…”

คำกล่าวของ “นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์” อธิบดีกรมสุขภาพจิต ที่กล่าวถึงกรณี “นายอนวัช ธนเจริญณัฐ” อายุ 64 ปี ลูกศิษย์ “วัดพระธรรมกาย” ปีนเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ผูกคอ“ฆ่าตัวตาย” อ้างว่าเพื่อประท้วงให้ยกเลิกมาตรา 44ให้พื้นที่วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุม ถือเป็น “คำเตือน” ที่น่าสนใจ

นั่นเพราะการตายของสาวกผู้นี้ รวมถึงท่าทีของ “แกนนำพระ” ที่ใช้ “กฎหมู่” ปกป้อง“พระธัมมชโย” หรือพระเทพญาณมหามุนี อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับข้อหาสมคบกันฟอกเงิน และรับของโจร คดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด อาจเป็น “ปฐมบท” ของความรุนแรง

ย้อนกลับไปที่ “วัดพระธรรมกาย” มีการเผยแพร่คำสอนในลักษณะ “โฆษณาชวนเชื่อ”แปรเปลี่ยน “พลังศรัทธา” เป็น “เงินบริจาค” ที่ถูกนำมาใช้สร้างความใหญ่โตมโหฬารในเชิงวัตถุ เห็นได้จากสิ่งก่อสร้างสุด “อลังการ” สวนทางกับ “หลักศาสนาพุทธ” ที่สอนให้ “สมถะ สันโดษ ปล่อยวาง”

ที่สำคัญ คือ คำสอนของ “ธรรมกาย”ดูเหมือนจะสร้างศรัทธาที่ผิดไปจาก “ศรัทธาหลัก” ให้เกิดขึ้นใน “ชาวพุทธกลุ่มย่อย” นำมาซึ่ง “ความวิตก” ว่าจะมี “จุดจบ” ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วใน “ลัทธิศาสนา” อื่นๆซึ่งจบลงที่…

“โศกนาฏกรรมหมู่” หรือไม่!!!

“ศรัทธา-ความเชื่อ” ในลัทธิที่นำไปสู่ความสูญเสียครั้งรุนแรง ตัวอย่างแรกที่พอจะ“เทียบเคียง” ได้กับวัดพระธรรมกาย คือ “ลัทธิพีเพิลส์ เทมเพิล” (Peoples Temple) หรือวิหารแห่งปวงชนของ “จิม โจนส์” ที่พาสาวกทั้งชายหญิงและเด็ก “ตายหมู่” รวดเดียวกว่า 900 ศพ ในค่ายประเทศกายานาเมื่อ ค.ศ.1978 จนกลายเป็นข่าวสุดสะเทือนใจไปทั่วโลก

“จิม โจนส์” เป็นชาวอเมริกัน ตั้งนิกายนี้ขึ้นเมื่อ ค.ศ.1955 ในเมืองอินเดียนาโปลิส รัฐอินเดียนา แนวคำสอนมุ่งสร้างสังคมตามแนวคิด “สังคมนิยมคอมมิวนิสต์” ที่เน้นความเท่าเทียมในทางสีผิวและเผ่าพันธุ์ จนดึงดูดสาวกได้นับหมื่นคน เขาชักนำผู้คนด้วยการจัดประชุมครั้งใหญ่ๆ เชิญนักเทศน์ไปพูดหว่านล้อม และได้ผล เพราะนอกจากได้สาวกใหม่แล้ว ยัง “ระดมทุน” ในเวลาเดียวกัน

ต่อมาเขาย้ายสำนักงานไป “ซานฟรานซิสโก”ที่นี่เขา “พลาด” อย่างใหญ่หลวง เมื่อไปยกย่อง “กลุ่มผิดกฎหมาย” จึงถูกตำรวจสอบสวน แต่การสอบสวนยุติลงโดยที่ลัทธิของเขา “รอด” อย่างไรก็ตามเขา “ไม่ไว้ใจอำนาจรัฐ” จึงรวบรวม “เงินบริจาค” ซื้อที่ดินรกร้างแห่งหนึ่งในทวีปอเมริกาใต้ แล้วสร้างเมืองในอุดมคติของเขาที่ชื่อว่า “โจนส์ทาวน์” (Jonestown) จากภายนอกดูเหมือนสมาชิกในเมืองจะมีความสุข แต่ความจริงทุกคนต้องทำงานหนัก มีการแบ่งปันอาหารอย่างจำกัด ผิดกับ“เจ้าลัทธิ” ที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย

เขากลายเป็น “ผู้ปกครองเมือง” กลายเป็น“กฎของเมือง” ด้วยการออกข้อห้ามต่างๆใครฝ่าฝืนต้องได้รับโทษ หนักที่สุด คือ“โทษตาย”!!!

ต่อมา “สภาคองเกรส” ของสหรัฐอเมริกา เป็นกังวลต่อเมืองโจนส์ทาวน์ เพราะคนในแคมป์ล้วนแต่เป็นชาวอเมริกัน จึงส่งวุฒิสมาชิก “ลีโอ ไรอัน” ไปตรวจสอบ เมื่อไปถึง จิม โจนส์ ได้ “จัดฉาก” ต้อนรับอย่างดี จนแทบไม่เห็นความ “วิปริต” ของเมืองนี้ แต่ระหว่างนั้นมีสมาชิกหลายคน แอบขอให้วุฒิสมาชิกไรอัน พาออกไปจากเมือง ซึ่งวุฒิสมาชิกไรอันตอบรับ แต่กลับมีสมาชิกพยายามใช้มีดทำร้ายวุฒิสมาชิกไรอัน จนต้องรีบเดินทางกลับสหรัฐฯ “แต่ไม่ทัน” เพราะ “จิม โจนส์” ส่งสมุนไปจัดการคณะตรวจสอบที่สนามบิน กว่าครึ่ง “ถูกยิง” เสียชีวิต ทำให้โลกได้รับรู้ความ “บ้าคลั่ง” ของเมืองนี้

เมื่อทราบว่าวุฒิสมาชิกไรอันเสียชีวิตแล้ว “จิม โจนส์” รู้ว่าอีกไม่นานสหรัฐต้องส่งคนมาจัดการเขาเขาจึงประกาศให้ทั้งเมืองเริ่มพิธีการที่ซักซ้อมกันมาอย่างยาวนาน นั่นคือ…

“ฆ่าตัวตายหมู่”!!!

ภายหลังมีการเปิดเทปบันทึกเสียงภายในหมู่บ้าน พบว่า “จิม โจนส์” ได้แจกไวน์องุ่นผสมยาพิษ “ไซยาไนด์” (Cyanide) ให้ทุกคน ระหว่างที่เขาพูดมีเสียง “กรีดร้อง” อันทรมานของเด็กๆ ที่กำลังจะเสียชีวิตแทรกเป็นระยะ ภาพแรกที่หน่วยงานจากภายนอกเข้ามาเห็น คือ “ซากศพ” หลายร้อยนอนระเกะระเกะ ส่วน “จิม โจนส์” ยิงขมับตายตาม เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิต 914 ศพ ถือเป็นการฆ่าตัวตายหมู่ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ!!!ตัวอย่างต่อมา คือ “ลัทธิโอมชินริเคียว” ของชาวญี่ปุ่นที่ชื่อ “มัตซึโมโตะ ชิซูโอะ” แต่เรียกกันภายในลัทธิว่า “โชโกะ อาซาฮารา” ก่อตั้งลัทธิขึ้น

ค.ศ.1984 หรือ พ.ศ.2530 เผยแพร่คำสอนจนมีผู้เข้ามาเป็นสาวกทั้งในญี่ปุ่นและนอกประเทศนับหมื่นคนเช่นกัน

ค.ศ.1984 เขาเปิดโรงฝึกสอนโยคะชื่อสมาคมโอม และเริ่มใช้ชื่อว่า “โชโกะ อาซาฮารา”ต่อมา ค.ศ.1986 เขาอ้างว่าไปที่เทือกเขาหิมาลัยและ “ตรัสรู้” ที่นั่น จึงเปลี่ยนชื่อสมาคมเป็นสมาคมเซียนโอม และ ค.ศ.1987 เปลี่ยนเป็น “โอมชิน ริเคียว” ตัวอักษรแต่ละตัวของโอม คือ A U Mมีความหมายถึง “สร้างสรรค์ คงอยู่ และทำลาย” รวมทั้งหมดหมายถึง “อนิตยา” หรือความไม่เที่ยงแท้ อันเป็น “รากฐาน” คำสอนของโอม

“โอม” จดใบอนุญาตเป็นลัทธิอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อ ค.ศ.1989 จากนั้นมีการแสดง “โชว์ปาฏิหาริย์” หลายอย่าง จนมีสาวกเพิ่มขึ้น “ขยายสาขา” ไปทั่วประเทศญี่ปุ่นและต่างประเทศ สาวกในกลุ่มแกนนำมี “การศึกษาสูง”จบมาจากมหาวิทยาลัยชั้นดีของญี่ปุ่น บางคนเป็นถึง“รัฐมนตรี” ของญี่ปุ่น

ส่วนหนึ่งในคำสอนของโอม คือ “วจิรยานา”ที่ตีความได้ว่าการ “ฆ่าคน” เป็นที่ยอมรับได้ถ้าคนที่ถูกฆ่าประกอบความชั่ว มีการวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าคำสอนนี้เป็นการหา “ข้ออ้าง” ให้กับการกระทำ “รุนแรง” ของเจ้าลัทธิและสาวกในเวลาถัดมา รวมถึง
เหตุการณ์อัน “น่าสะพรึง” เมื่อ ค.ศ.1994

ค.ศ.1993 เขาตั้งโรงงานสารพิษ “ซาริน” ซึ่งมีอันตรายร้ายแรงกว่าไซยาไนด์ จากนั้นวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ.1994 มีการโปรยสารพิษซารินที่เมืองมัตสึโมะโตะ จ.นากาโนะ ตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 27 ถึงเช้าตรู่วันที่ 28 ผู้เสียชีวิต 7 ราย ผู้บาดเจ็บ 660 ราย นับเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการใช้สารพิษก่อการร้ายที่มีประชาชนทั่วไปเป็นเป้าหมาย และ “โอม” บอกว่านี่เป็นการเตรียมการสำหรับเหตุร้ายใน “ชินจูกุ”

กระทั่งวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ.1995 ในรถไฟใต้ดิน 5 สาย สาวกของลัทธิได้นำกระเป๋าซึ่งบรรจุแก๊สซารินเหลวมายังสถานีรถไฟใต้ดิน ในชั่วโมงเร่งด่วน แล้วปล่อย “แก๊สพิษ” ออกมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 12 คน และบาดเจ็บ 5,510 คน

ถือเป็น “คดีฆาตกรรม” ที่สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก โดยผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมากยังต้องทรมานกับผลข้างเคียงของซารินจนทุกวันนี้ หลายคนกลายเป็นอัมพาต และยังหลับไม่ได้สติ!!!

ค.ศ.1995 ตำรวจจับกุม “โชโกะ” พร้อมแกนนำได้ และ “โอมชินริเคียว” ถูกประกาศเป็น “ลัทธิอันตราย” ต่อมา ค.ศ.2006 เขาถูกตัดสินโทษประหารด้วยการ“แขวนคอ” แต่ยังไม่ระบุวันเวลาที่แน่นอน ขณะที่สาวกอีกหลายคนอยู่ระหว่าง “หลบหนี” พร้อมตั้งชื่อลัทธิใหม่เป็น “กลุ่มแอลป์” ปฏิบัติตามคำสอนของลัทธินี้อยู่จนถึงปัจจุบัน

นี่เป็นบางตัวอย่างของ “ลัทธิมรณะ”ที่หากเทียบเคียงกับ “วัดพระธรรมกาย” แล้ว คล้าย “ดั่งไผ่คนละหน่อ แต่กลับเติบโตเป็น
ลำไผ่กอเดียวกัน”

ในมุมมองนักวิชาการ… “ดร.วัลลภปิยะมโนธรรม” นักวิชาการด้านจิตวิทยา กล่าวว่า “กลุ่มเสี่ยง” ที่จะเกิดปัญหาจาก “ความเชื่อ” คือ กลุ่มที่ “ยึดมั่นถือมั่น” จุดยืนของตนว่าสมบูรณ์แบบ คนกลุ่มนี้“ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง” จนนำไปสู่ “ความรุนแรง” ไม่ว่าต่อตนเองหรือผู้อื่น ความเชื่อดังกล่าว “ไม่สมเหตุสมผล” เพราะชีวิตจริงไม่มีอะไรแน่นอน ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์แบบไปเสียทั้งหมด

ส่วน “คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง” อาจารย์ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า โอกาสที่ความเชื่อต่างๆจะลุกลามไปสู่ “ความรุนแรง” ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ขึ้นอยู่ที่บรรดาผู้มีความเชื่อนั้นคิดแบบ “สุดโต่ง”แค่ไหน? ซึ่งเกิดได้ทั้งความเชื่อแบบศาสนาเดิมและ “ลัทธิเกิดใหม่” ไม่อยากให้ “เพ่งเล็ง” ไปที่ลัทธิใหม่อย่างเดียว เพราะบ่อยครั้งที่ศาสนิกชนของศาสนาดั้งเดิมบางกลุ่มพยายาม “ตีความ” แนวปฏิบัติอย่าง “เคร่งครัดเป็นพิเศษ” และเป็นผู้ก่อความรุนแรงขึ้นเอง ดังนั้นแต่ละคนควรตระหนักว่า…

“คุณมีสิทธิที่จะเชื่ออย่างหนึ่ง คนอื่นๆ เขาก็มีสิทธิในความเชื่อของเขาเช่นกัน”

อย่ามองความเชื่อของตนถูกที่สุด แล้วไปบอกว่าคนอื่นผิดหมด…

นี่จะเป็นการ “ตัดตอน” ลดโอกาสความรุนแรงที่เกิดจากความเชื่อได้!!!

Leave a comment