อดอยาก ไล่ฆ่า ข่มขืน นับล้านหนีนรกซูดานใต้ เปิดใจนางฟ้าไทยรุดช่วยเหลือ (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 พ.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925021


ถ้าพูดถึงสงครามนั้น ตอนนี้ผู้คนทั่วไปต่างกำลังหวาดผวาว่า กรณีสหรัฐอเมริกา เกาหลีเหนือ จีน หรือ รัสเซีย จะเป็นผู้ก่อชนวนสงครามโลก ครั้งที่ 3 หรือไม่ ดังนั้น หลายฝ่ายจึงกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด

สำหรับสงครามที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ หลายคนได้ยินข่าวว่า ประเทศซีเรีย กำลังเผชิญกับ สงครามกลางเมืองครั้งเลวร้ายที่สุด ผู้คนจำนวนมากตายจากภัยสงคราม ผู้หญิง เด็ก ผู้ลี้ภัยบาดเจ็บ ป่วยจากโรคร้าย และขาดแคลนอาหาร แต่มีอีก 1 ประเทศ ที่ยังไม่เป็นที่พูดถึง แต่กำลังเผชิญนรกบนดินไม่ต่างจากประเทศซีเรีย นั่นก็คือ “ซูดานใต้”

“ความทุกข์ทรมานของมนุษย์ที่เกิดจากสงครามกลางเมืองนาน ราว 4 ปี ของซูดานใต้ ส่งผลให้ประชากรในประเทศมีความเป็นอยู่ที่ถดถอย นำไปสู่ภาวะการขาดแคลนอาหารอย่างหนัก 1ใน 3 ของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ มีอัตราการขาดสารอาหาร รุนแรง ประชากรในทุก 1 หมื่นคน จะมีคนตายจากการอดอาหารมากกว่า 2 คน” 

นี่คือคำพูดแรกของ วิภาวรรณ พงศ์ทรางกูร ผู้หญิงไทยตัวเล็กๆ เพียงคนเดียวที่ได้เดินทางร่วมทีม UNHCR ที่ลงไปช่วยชาวซูดานใต้ในประเทศอูกันดา ได้บอกกล่าวกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์

เธอกล่าวอย่างเศร้าสร้อย…พร้อมกับอธิบายที่มาที่ไปของสงครามในดินแดนทวีปแอฟริกา ว่า เมื่อปี 2554 ประเทศซูดานใต้ ได้ทำแยกประเทศออกมาจากประเทศซูดาน หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดการช่วงชิงอำนาจ ระหว่างประธานาธิบดีซัลวาร์ คีร์ และรองประธานาธิบดี รีค มาชาร์ การชิงอำนาจก่อให้เกิดสงครามกลางเมือง และตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ปี คนที่รับเคราะห์ครั้งนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือคนในชาติของเขาเอง

1.6 ล้านคน!!! คือประชาชนที่ต้องลี้ภัยออกจากประเทศบ้านเกิด ซึ่งนับเป็น 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด แต่ยังมีประชากรอีกหลายล้านคนที่ไม่สามารถอพยพย้ายถิ่นฐานได้ ทำให้ผู้ชำนาญการจากทั่วโลกต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน


http://www.thairath.co.th/clip/125605

คลิปที่ วิภาวรรณ พงศ์ทรางกูร บันทึกไว้ขณะลงพื้นที่ปฏิบัติงาน

ประเทศซูดานใต้ ต้องพบเจอกับสภาวะทางสงคราม แม้ปีที่ผ่านมาจะมีความพยายามเจรจาสันติภาพ แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยความล้มเหลว ส่งผลให้ประชาชนยังคงได้รับความเดือดร้อนต่อไป 1 ใน 3 ของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ พบสภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนัก จากประชากร 2 จากทุกๆ 1 หมื่น ตายเพราะขาดสารอาหาร จนทำให้สหประชาชาติ(UN) ประกาศภาวะอดอยาก ซูดานใต้ และให้พื้นที่ดังกล่าว เป็นพื้นที่ฉุกเฉินต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

วิภาวรรณ คือ หนึ่งในเจ้าหน้าที่ภาคสนาม (พันธกิจฉุกเฉิน) ของ หน่วยงานผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าไปประเทศอูกันดา ซึ่งเป็นค่ายพักพิงชั่วคราวของผู้ลี้ภัยชาวซูดานใต้

ผู้หญิงตัวเล็กๆ เจ้าหน้าที่ภาคสนามของ UNHCR กล่าวว่า อูกันดาเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กและ เป็นหนึ่งในประเทศที่จนที่สุดในโลก มีประชากรเพียง 35 ล้านคน แต่มีผู้ลี้ภัยเข้ามาในแต่ละวันประมาณ 3,000-5,000 คน เป็นประเทศที่เปิดกว้างให้ผู้ลี้ภัยจากทั่วโลก มีกฎหมายคุ้มครองผู้ลี้ภัย และพร้อมให้ความช่วยเหลือประเทศที่เดือดร้อน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ อูกันดาก็เคยเป็นประเทศที่เกิดสงคราม และประชาชนเคยเป็นผู้ลี้ภัยไปยังประเทศต่างๆ มาก่อน จึงเข้าใจความรู้สึกของประเทศที่เกิดความขัดแย้งอย่างซูดานใต้

จุดเริ่มต้น เจ้าหน้าที่พันธกิจฉุกเฉิน (UNHCR)

วิภาวรรณ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเป็นส่วนหนึ่งในทีมช่วยเหลือผู้ลี้ภัยว่า เริ่มแรกที่คิดจะทำงานด้านนี้เกิดจากความสนใจ อยากลองทำงานช่วยผู้ลี้ภัยในสถานการณ์ฉุกเฉินต่างประเทศ จึงสมัครเข้าไปอบรม Roster (UNHCR) เป็นการเทรนเจ้าหน้าที่จากทั่วโลก การอบรมมีทั้งหมด 3 ครั้งต่อปี เจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกมีเพียง 120 คน จาก 7,000 กว่าคนจากทั่วโลก โดยได้รับเลือกจากทาง UNHCR สำนักงานใหญ่ เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ให้เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือชาวซูดานใต้

ก่อนลงพื้นที่จริง วิภาวรรณ เล่าว่า ต้องเข้าฝึกอบรมหลักสูตรปฏิบัติเสมือนจริง ที่ประเทศเยอรมนี 10 วัน เรียกว่า Emergency Training ซึ่งหลักสูตรนี้ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดในโลก ได้รับการสอนทักษะการใช้ชีวิตเพื่อเอาชีวิตรอดในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงอันตราย การรักษาพยาบาลเบื้องต้น การใช้วิทยุสื่อสาร และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ หลังจากการฝึกเสร็จสิ้น จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมลงพื้นที่ และพร้อมเดินทางภายใน 72 ชั่วโมง เมื่อมีการเรียกตัวโดยไม่สามารถเลือกสถานที่ได้ และตนก็ได้รับเลือกมาที่ประเทศอูกันดา

วิภาวรรณ กล่าวถึงเป้าหมายการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยของ UNHCR และรัฐบาลอูกันดา ว่า เพื่อช่วยเหลือให้ผู้ลี้ภัยสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ และพร้อมกลับสู่บ้านเกิดเมื่อสถานการณ์ความรุนแรงสงบลง โดยมีทางออกให้กับผู้ลี้ภัย 3 ทาง ดังนี้

1. ส่งผู้ลี้ภัยกลับบ้าน เมื่อมีความสงบเรียบร้อย ร้อยละ 90 ทุกคนเลือกกลับบ้าน
2. การให้ผู้ลี้ภัยย้ายมาตั้งถิ่นฐานถาวรในประเทศที่เข้ามาลี้ภัย
3. การส่งผู้ลี้ภัยไปประเทศที่ 3 จะส่งไปต่อเมื่อไม่มีตัวเลือกอื่นๆ มักเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ UNHCR จะใช้ ซึ่งตอนนี้สิ่งที่ UNHCR ยังคงขาดแคลนอยู่คืองบประมาณที่จะใช้ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในทุกส่วน

ค่ายผู้ลี้ภัย ชื่อ ค่ายบีดีบีดี มีทั้งหมด 5 โซน ได้รับผิดชอบโซนที่ 3 มีผู้ลี้ภัยทั้งหมดประมาณ 6 หมื่นคน 16 หมู่บ้าน หน้าที่หลักที่ทำ คือ ลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ลี้ภัย และผู้นำชุมชน ดูแลเรื่องความปลอดภัยในที่พักชั่วคราว รวมทั้งระงับเหตุขัดแย้งของคนในชุมชน เช่น ความขัดแย้งของเพื่อนบ้าน สามี ภรรยา ดูแลตั้งแต่ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ลี้ภัย รวมไปถึงความสงบสุขของชุมชนด้วย

“การทำงานในแต่ละวันต้องเจอกับสถานการณ์ไม่คาดคิดตลอดเวลา เคยได้รับโทรศัพท์แจ้งเหตุว่าคนในหมู่บ้านทะเลาะกัน เพราะคิดว่าผู้หญิงคนหนึ่งในหมู่บ้านเป็นแม่มด ทุกคนเตรียมจะรุมทำร้าย ซึ่งอาจถึงขั้นเสียชีวิต สิ่งที่ต้องทำให้ขณะนั้นคือ ยับยั้งสถานการณ์เฉพาะหน้า” วิภาวรรณ เล่าด้วยความตื่นเต้นกับเหตุการณ์ที่เจอครั้งแรกในชีวิต

การที่ชาวซูดานใต้ยังเชื่อเรื่องลี้ลับ หรือเรื่องไสยศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะคนในประเทศซูดานใต้ได้รับการศึกษาน้อยมาก เป็นประเทศที่ยังล้าหลัง และได้รับการพัฒนาน้อยที่สุดในโลก การเข้าไปแก้ปัญหาความขัดแย้งและความสงบสุขของคนในหมู่บ้านจึงเป็นอีกหน้าที่หนึ่งของเจ้าหน้าที่พันธกิจฉุกเฉิน

ผู้หญิงตัวเล็กแต่หัวใจยิ่งใหญ่คนนี้ ยังเล่าต่อว่า เคยนั่งพูดคุยกับผู้ลี้ภัยถึงปัญหาความอดอยากให้ซูดานใต้ ผู้ลี้ภัยใช้วิธี เก็บหญ้าจากพื้นมาต้มกิน รวมถึงต้มให้เด็กกินเพื่อประทังชีวิต ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เด็กรับแต่สิ่งสกปรกเข้าสู่ร่างกาย จนเกิดโรคต่างๆ ดังนั้น ในค่ายจึงเต็มไปด้วยคนป่วย และยารักษาโรคก็ไม่เพียงพอ จึงต้องใช้เงินที่ได้รับบริจาคจากผู้คนทั่วโลกในการซื้อยาเหล่านี้มาใช้ ซึ่งถึงวันนี้ก็ยังคงไม่เพียงพอทั้งอาหาร และยารักษาโรค

เปิดตัวเลขผู้ลี้ภัยใน ประเทศอูกันดา สูงถึง 8 แสนคน

สำหรับประชากรซูดานใต้ลี้ภัยเข้ามาในประเทศอูกันดานั้นมีสูงถึง 8 แสนคน เหตุเพราะความไม่สงบ เกิดสงครามกลางเมืองทำให้คนอดอยาก แต่นั้นยังไม่ร้ายแรงเท่าความในใจของผู้ลี้ภัย ที่เคยนั่งพูดคุยถึงเหตุผลที่ตัดสินใจออกจากบ้านเกิด เพราะพวกเขาเห็นคนในครอบครัวถูกกองกำลังติดอาวุธยิงในระยะประชิด เด็กผู้ชายถูกลักพาตัว ไปเป็นกองกำลังทหารเด็ก ผู้หญิงไม่ว่าเด็ก หรือผู้ใหญ่ถูกล่วงละเมิดทางเพศและใช้เป็นแรงงานทาส หากขัดขืนก็จะถูกฆ่าทิ้ง ทำให้ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ที่เข้ามาในอูกันดาจะเป็นผู้หญิงและเด็ก 90% ซึ่งเป็นทางเดียวที่จะสามารถหลีกหนีจากขุมนรกในบ้านเกิดได้

วิภาวรรณ กล่าวว่า จากสถิติในมีผู้ลี้ภัยอพยพเข้าอูกันดาสูงถึง 3,000-5,000 คนต่อวัน ในทุกๆ วัน จะเห็นความรู้สึกของผู้ลี้ภัยอยู่ 2 ประเภท 1. ผู้ลี้ภัยที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในค่าย 2. ผู้ที่พึ่งอพยพเข้ามาทีหลัง ซึ่งเป็นภาพต่างกันโดยสิ้นเชิง

ภาพแรก คือ ภาพแห่งความสุขของผู้ลี้ภัยที่เข้ามาอยู่ในค่าย ที่มี อาหาร นำ้ ศูนย์การแพทย์ โรงเรียน ผู้ลี้ภัยบางครอบครัวตั้งถิ่นฐานถาวรในอูกันดา เพราะพวกเขาไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยอีกต่อไป คนที่เข้ามาอยู่ในค่ายพักพิงจึงมีความสุข มีรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ ถึงแม้ว่าจะยังเป็นคนที่ขาดแคลนไม่สะดวกสบาย อย่าง 100%

ซึ่งต่างจากผู้ที่พึ่งอพยพมายังจุดรับคนบริเวณชายแดน ภาพที่เห็นคือ ผู้ลี้ภัยหวาดกลัวและไม่ไว้วางใจ ว่าจะเจอกับอะไรในประเทศใหม่ที่พึ่งย้ายเข้ามา แววตาของผู้ลี้ภัยเต็มไปด้วยความหวาดระแวง โดยส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงและเด็กเป็นส่วนใหญ่ มีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ลี้ภัยส่วนหนึ่งพบว่า สิ่งที่เขาเจอคือหัวหน้าครอบครัวถูกยิ่งตายต่อหน้าต่อตา บางครั้งคนที่เข้ามาเป็นพี่สาวกับน้องๆ พ่อแม่ตายทั้งคู่จากสงคราม พี่สาวจึงต้องทำหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งเป็นภาพที่สะเทือนใจมาก..วิภาวรรณ เล่าด้วยความรู้สึกเศร้า

เปิดมุมมองใหม่ ในการทำงานภาคสนาม

วิภาวรรณ เล่าว่าได้มีโอกาสลงพื้นที่ทำงานในอูกันดา เป็นเวลา 2เดือน 2 วัน เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ ที่ชอบ อย่างงานงานที่ UNHCR กรุงเทพฯเป็นงานเอกสารด้านกฎหมาย ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนมากนัก แต่เมื่อไปเป็นเจ้าหน้าที่ภาคสนาม ได้พบปะกับผู้ลี้ภัยตั้งแต่ เช้าถึงเย็น การลงพื้นที่ไปทำงานกับผู้ลี้ภัยในครั้งนี้ทำให้ค้นพบตัวเองว่า เราชอบทำงานกับคนมากกว่างานเอกสาร

ปกติการทำงานกับผู้ลี้ภัย จะอนุญาตให้ทำงานได้ 3 เดือน เท่านั้น เพราะสิ่งที่เจ้าหน้าที่พบเจอจะมีแต่ เหตุฉุกเฉิน ปัญหาชีวิตของผู้ลี้ภัย เผชิญหน้ากับความเศร้าโศก โหดร้าย หากเจ้าหน้าที่อยู่นานเกินไปจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า ทาง UNHCR จึงต้องเรียกตัวกลับมากลับมาฟื้นฟูจิตใจก่อน อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวแล้ว หากมีโอกาส ก็อยากจะลงพื้นที่ไปทำงานภาคสนามอีกแน่นอน

“เหนือสิ่งอื่นใด การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ผู้ลี้ภัยต้องการ แต่สิ่งที่ผู้ลี้ภัยต้องการที่สุดคือ ความสงบสุข สันติภาพ และยุติสงคราม เพราะสงครามพรากทุกอย่างไปจากมนุษย์ งานช่วยเหลือเป็นเหมือนการดับไฟ ทั้งที่ความจริงแล้วเราควรยับยั้งไฟไม่ให้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น”

สำหรับผู้ที่สนใจบริจาคสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก UNHCRThailand หรือ www.unhcr.or.th.

Leave a comment