‘ระบบรัฐ’เปลือง-ช้า-รุ่มร่าม ธุรกิจมืด…ปราบยาก-เบ่งบาน เศรษฐกิจนอกระบบ!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/259471

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หลายคนคงมองถึง “ธุรกิจสีดำ” การกระทำผิดกฎหมายรูปแบบต่างๆ เช่น ขายยา ค้ามนุษย์ ส่งอาวุธเถื่อน ฯลฯ ซึ่ง “สุจริตชน” ทั่วไป คงมองเป็นเรื่อง “ไกลตัว” ชีวิตนี้คงไม่คิดย่างกรายเข้าไป “แปดเปื้อน” แต่เชื่อหรือไม่ว่าความจริงแล้ว มันไม่ได้มีแค่นั้น และ “ใกล้ตัว” ทุกคน

บทความ “เศรษฐกิจนอกระบบ : วาระที่ต้องเร่งปฏิรูป” โดย “ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์”นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา(Harvard University, USA) และอดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยโมนาช ออสเตรเลีย (Monash University, Australia) อ้างถึงคำนิยามของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่ระบุว่าเศรษฐกิจนอกระบบ คือ…

“…กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่มีการบันทึกไว้ในระบบบัญชีประชาชาติ ถือเป็นภาคเศรษฐกิจที่ไม่ถูกเรียกเก็บภาษีจากรัฐ และไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย เหมือนภาคเศรษฐกิจที่อยู่ในระบบ…”

หากใช้เกณฑ์นี้ “ส่อง” กิจกรรมต่างๆในสังคมไทย พบว่า มีสัดส่วนของเศรษฐกิจนอกระบบอยู่ “ค่อนข้างมาก” อาทิ ผลการสำรวจของ “สำนักงานสถิติแห่งชาติ” ปี 2555 พบว่ามี “แรงงานนอกระบบ” ถึง 24.8 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 62.6 ของประชากรผู้มีงานทำ 39.6 ล้านคน ขณะที่ผลการสำรวจ ปี 2558 พบว่ามีแรงงานนอกระบบ 21.4 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 55.9 ของประชากรผู้มีงานทำ 38.3 ล้านคน

เช่นเดียวกับ ข้อมูล “กรมสรรพากร”ปี 2553 มีผู้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 และ 91 อยู่เพียง9.4 ล้านราย และปี 2557 มีผู้ยื่นแบบเพียง 10.3 ล้านราย จากประชากรไทย “วัยแรงงาน” ทั้งประเทศเกือบ 40 ล้านคน ถือว่า “ค่อนข้างน้อย”ไม่ต่างจากผลการศึกษาของต่างชาติ เช่น งานวิจัยของ Schneider, Buehn, Montenegro ปี 2553 พบว่า ไทยมีสัดส่วนเศรษฐกิจนอกระบบ “ครึ่งหนึ่ง”หรือร้อยละ 50-60 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับประเทศกำลังพัฒนาและ “ด้อยพัฒนา” ทั่วโลก

นี่อาจตอบคำถามได้ว่า เหตุใดตัวเลขของทางการที่ชี้มาตลอดว่า “คนไทยส่วนใหญ่รายได้น้อย” หากยึด “การจ่ายภาษี” เป็นเกณฑ์ชี้วัด จึง “สวนทาง” กับในชีวิตจริงที่คนไทยจำนวนมากดูจะ “ฟุ้งเฟ้อ” ทั้งที่บอกว่าไม่ร่ำไม่รวย จนมักกลายเป็นคำถามที่หลายๆคนพูด “ติดตลก” เสมอว่า ตกลงคนไทย…

“ยากจน” หรือ “อยากจน”?

ขณะที่ “ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์” อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวบรรยายหัวข้อ “เศรษฐกิจนอกระบบในมุมมองเศรษฐศาสตร์” จัดโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเร็วๆ นี้ ถึงบทบาทของเศรษฐกิจนอกระบบในสังคมไทย ที่ดูจะสำคัญมากในฐานะ “โลกเบื้องหลัง” ผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระบบให้เดินหน้าต่อไปได้

“ผศ.ดร.ธานี” อธิบายว่า ทำไมเศรษฐกิจนอกระบบถึงได้รับความนิยม? นั่นเพราะแม้ภาครัฐต้องการให้ธุรกิจทุกประเภท “จดทะเบียน” เข้าสู่ระบบ แต่ในความเป็นจริงการเข้าสู่ระบบมีขั้นตอน “ยุ่งยาก” มีเงื่อนไขค่อนข้างสูง ทำให้นักธุรกิจหน้าใหม่ที่ “ทุนน้อย-สายป่านสั้น” เลือกที่จะอยู่นอกระบบ ขณะที่แรงงานที่ “ระบบไม่ต้องการ” แต่ยังต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ ก็ยินดีทำงานกับธุรกิจนอกระบบ เพราะ…

“ยืดหยุ่น” กับการใช้ชีวิต!!!

ยกตัวอย่าง “นาง ข.” มีการศึกษาน้อยและตั้งครรภ์ เดินทางไปทำงานไม่สะดวก มีลูกแล้วคนหนึ่งก็ต้องคอยดูแลลูกด้วย คำถามคือแล้วนาง ข.จะไปทำงานที่ไหน? เพราะ นาง ข. ต้องการความยืดหยุ่นในชีวิต แต่ “เศรษฐกิจในระบบ” คือ การไปทำงานบริษัทไม่ยืดหยุ่น ขณะที่ “น้อง ค.”เพิ่งเรียนจบ อยากเปิดห้องเสื้อขนาดเล็ก แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงจ้าง นาง ข. ถือเป็นการ “สมประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย”…

นี่จึงเกิด “เศรษฐกิจนอกระบบ” ขึ้น…

“คนหนึ่งยอมอยู่นอกระบบ เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มเปิดห้องเสื้ออย่างไร ไม่อยากเสียค่าจดทะเบียน ไม่อยากลงทุนเยอะ เพราะไม่รู้จะไปรอดหรือไม่ ส่วนอีกคนยอมอยู่นอกระบบเพราะต้องการความยืดหยุ่น”

“ผศ.ดร.ธานี” ระบุว่า มี “3 ปัจจัย” ที่ทำให้คนเลือกจะอยู่ในหรือนอกระบบ ได้แก่ 1.ความยากง่ายในการเข้าสู่ระบบ ที่ผ่านมาไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ประสบปัญหานี้มาก โดยเฉพาะเรื่องการ “จดทะเบียนการค้า” หรือกระทั่งขอ “เลิกกิจการ” ที่ “เสียเวลา-เปลืองเงิน”

ใกล้เคียงกับ “เสียงสะท้อน” ของภาคเอกชนโดยในการประชุมร่วมระหว่าง กระทรวงพาณิชย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าไทย เมื่อปลายปี 2558 ระบุว่าการจัดตั้งธุรกิจ รวมทุกๆ ขั้นตอนแล้ว ไทยใช้เวลาถึง 21 วัน ช้ากว่า “สิงคโปร์” ที่ใช้เวลาเพียง3 วัน, การขออนุญาตก่อสร้าง ไทยใช้เวลานานถึง 6 เดือน ช้ากว่า “ฮ่องกง” ที่ใช้เวลาเพียง 66 วัน และการนำเข้าสินค้า บางครั้งต้อง “วิ่งรอก”ยื่นขอใบอนุญาตจากหน่วยงานต่างๆ ที่กำกับดูแลมากถึง 36 แห่ง เป็นต้น

2.การเข้าถึงสวัสดิการดูแลชีวิต ในอดีตคนไทยจำนวนมากมุ่งหวังอยากทำงานในระบบทั้งรับราชการหรือพนักงานบริษัทเอกชน เพราะมีความ “มั่นคง” นอกจากเงินเดือนแล้วยังมีสวัสดิการอื่นๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียนบุตรบำเหน็จบำนาญ ประกันสังคม แต่ปัจจุบันการเข้าถึงการรักษาพยาบาลถูกลง อาทิ “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” หรือกรมธรรม์ประกันชีวิต ที่เลือกรูปแบบการจ่ายเบี้ยประกันได้หลากหลายขึ้น ประกอบกับเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้า เกิดอาชีพใหม่ๆ ที่ไม่ต้องทำงานในโรงงาน หรือสำนักงาน ทำให้หลายคน “กล้า” ที่จะออกมาอยู่นอกระบบ ไม่ใช่แต่เพียงคนด้อยการศึกษา แต่รวมถึง “เด็กจบใหม่” อายุน้อยๆดังที่มีข้อค้นพบว่าคนรุ่นใหม่ชอบทำงาน “ฟรีแลนซ์”

3.ความเชื่อมั่นในกลไกรัฐ-ระบบราชการ เป็นอีก “ตัวแปร” สำคัญ เช่น ในบางสังคมผู้คนเลือกไม่จ่ายภาษี หรือหาทางจ่ายให้น้อยที่สุด เพราะไม่มั่นใจว่าภาครัฐจะคุ้มครองชีวิตของตนได้ “สมน้ำสมเนื้อ” กับที่จ่ายไปหรือไม่? เมื่อเทียบกับการจ่ายแบบนอกระบบ เช่น ช่วยเหลือญาติสนิทใกล้ชิด ที่ผู้จ่ายมองว่าเมื่อตนเองเดือดร้อน คนเหล่านี้จะ “ทดแทนบุญคุณ” ช่วยเหลือตนได้ดีกว่ากลไกของรัฐ เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป..เศรษฐกิจนอกระบบมี “ข้อดี” อาทิ เป็นที่พึ่งพิงของ “คนระดับล่าง-คนชายขอบ” ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงกลไกในระบบ รวมถึงนักธุรกิจหน้าใหม่ที่ “ทุนทรัพย์” ไม่เพียงพอ เมื่อเทียบกับต้นทุนการจดทะเบียนตามกติกาของรัฐเป็นต้น

ขณะเดียวกันก็มี “ข้อเสีย” เพราะสินค้าและบริการจากเศรษฐกิจนอกระบบ อันมีจุดเด่น “ถูก-เร็ว-ง่าย” ก็มีต้นทุนเช่นกัน นั่นคือการ “เบียดบังประโยชน์สาธารณะ” เช่น แผงลอยขายของบนทางเท้า จนพื้นที่เดินเท้าลดลง หรือการไม่จ่ายภาษี ทำให้ขาดงบประมาณพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ยังมี “ค่าบริหารจัดการ” ที่ต้องจ่าย เพียงแต่ถูกกว่าจ่ายให้รัฐ และผู้ทำหน้าที่บริหารจัดการไม่ใช่รัฐจึงเป็นที่มาของ “คอร์รัปชั่น”

“เศรษฐกิจในระบบแข่งขันกันมาก อยากกดค่าจ้างก็เอาเปรียบแรงงาน แต่ทำไมแรงงานถึงยังอยู่ได้? เพราะเขาหาซื้ออาหารและเสื้อผ้าราคาถูกได้ ทำไมเขาถึงขายอาหารและเสื้อผ้าราคาถูกได้? เพราะจำนวนหนึ่งไปเอาเปรียบสาธารณะ หรือไม่จ่ายภาษี ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ด้านหนึ่งจะกลายเป็นระบบที่มีการขูดรีดกันเชิงโครงสร้าง สุดท้ายที่ถูกเอาเปรียบที่สุด คือ สาธารณะ” ผศ.ดร.ธานี กล่าวทิ้งท้าย

“ความจริงวันนี้” คือ เศรษฐกิจนอกระบบคงไม่หายไปจากสังคมไทย ที่ขึ้นชื่อในด้าน “ความเหลื่อมล้ำ” ซึ่งเป็นปัจจัยที่เอื้อให้คนไทยจำนวนมาก “หันหลัง” ให้ภาครัฐที่มีขั้นตอน “ยุ่งยาก ล่าช้า” และ “ไม่มั่นใจ” ในประสิทธิภาพ แล้วเลือกสนับสนุน “ธุรกิจมืด” เพราะสะดวกกว่า

ดังนั้นหากภาครัฐไม่ทำให้ประชาชนรู้สึกไว้วางใจ “ธุรกิจใต้ดิน” และ “เศรษฐกิจนอกระบบ” ก็คงเบ่งบานต่อไป!!!

Leave a comment