ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/260685
วันศุกร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.
ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีรายได้จาก “การประมง” ค่อนข้างมาก ดังรายงานการส่งออกในเว็บไซต์ฐานข้อมูลการค้า โดย กระทรวงพาณิชย์ (www.ops3.moc.go.th) ระบุว่า ในปี 2559 ที่ผ่านมาไทยส่งออกสินค้าสัตว์น้ำ อาทิ กุ้งสด แช่เย็น แช่แข็งมูลค่า 34,191.52 ล้านบาท ปลาหมึกสด แช่เย็น แช่แข็ง มูลค่า 10,004.16 ล้านบาท เนื้อปลาสดแช่เย็น แช่แข็ง มูลค่า 9,942.30 ล้านบาท ปลาสด แช่เย็น แช่แข็ง มูลค่า 5,827.08 ล้านบาท ปลาแห้งมูลค่า 3,700.05 ล้านบาท และ สัตว์น้ำจำพวกครัสตาเซีย (กุ้ง กั้ง ปู) มูลค่า 3,138.51 ล้านบาท
ทว่าอีกมุมหนึ่ง การทำประมงของไทยจนกลายมาเป็นผู้ส่งออกสัตว์น้ำ ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากชาวโลกใน “แง่ลบ” ดังที่ปรากฏเป็นข่าวการใช้แรงงานทาสบ้าง การใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำที่ทำลายสิ่งแวดล้อมบ้าง “ไอยูยู” (IUU) กับ “เทียร์ 3” (Tier 3) กลายเป็นคำที่คุ้นหูคนไทยตลอด 2-3 ปีมานี้ เนื่องจากปัญหาประมงนั้น “พอกพูน” หมักหมมสะสมมานานหลายยุคสมัย ทำให้รัฐบาลปัจจุบันโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องเร่งแก้ไขกัน “จ้าละหวั่น”เพื่อไม่ให้สินค้าประมงไทย..

ถูกแบน!!!
แม้ความพยายามของรัฐบาล คสช. จะเริ่ม “เห็นผล” บ้าง เมื่อ สหรัฐอเมริกา ปรับอันดับไทยจากเทียร์ 3 ที่หมายถึง “ประเทศที่มีปัญหาสูง และไม่มีความพยายามในการแก้ไขปัญหา” ขึ้นมาเป็น “เทียร์ 2 เฝ้าระวัง” (Tier 2.5 หรือ Tier 2 Watch List) ที่หมายถึง “ประเทศที่มีปัญหาสูง มีความพยายามในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง แต่ยังไม่สามารถแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ในการแก้ไขปัญหาเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา” แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เส้นทางปฏิรูปสู่การทำประมงอย่างยั่งยืนนั้น..
ยังอีกไกล!!!
ที่งานเสวนา “แนวทางการปฏิรูปกองเรือประมง เครื่องมือทำการประมงและการใช้แรงงานในเรือ เพื่อก้าวเข้าสู่การทำประมงอย่างยั่งยืนในยุค Thailand 4.0” ซึ่งจัดโดย คณะกรรมาธิการการพาณิชย์ การอุตสาหกรรม และการแรงงานร่วมกับคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อเร็วๆ นี้ ศ. (พิเศษ) พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) กล่าวว่า ข้อมูล 23 จังหวัดชายทะเล มีเรือประมงจดทะเบียนพาณิชย์ถูกกฎหมาย..

11,217 ลำ!!!
ซึ่งนานาชาติมองว่า “ทุกประเทศมีส่วนรับผิดชอบในการรักษาธรรมชาติทางทะเล และการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย” ดังนั้นประเด็น IUU จึงเป็น “เป้าหมายสากล” อนึ่งแม้ประมงไทยจะได้รับการเลื่อนชั้นขึ้นจากเดิม เป็นเครื่องพิสูจน์ว่ารัฐบาลจริงจังกับการแก้ปัญหา แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำกันต่อไปอย่างต่อเนื่อง
“การใช้เรือประมงเกินขนาด การใช้เครื่องมือทำประมงทำลายทรัพยากรทางทะเลจนเกิดความเสื่อมโทรม รวมถึงรายได้ชาวประมงลดลง ต้องเริ่มปฏิรูปอย่างจริงจัง ตั้งเป้าหมายทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล”ปธ.สนช. กล่าว
ขณะที่ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีแรงงานประมงจดทะเบียน จำนวน 114,665 คน เมื่อเทียบกับจำนวนและขนาดเรือประมงที่มีอยู่ในประเทศไทยในขณะนี้ พบว่า ขาดแรงงานประมงอยู่ประมาณ 1,000 กว่าคนเท่านั้น ซึ่งเรือประมงที่มีอยู่ก็ไม่ได้ทำการประมงทุกวัน ส่วนปัญหาการใช้แรงงานที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน รัฐบาลกำลังดำเนินการแก้ไขอยู่อย่างเร่งด่วน และมีแนวโน้มที่ดีขึ้นตามลำดับ
พล.อ.ศิริชัย ย้ำว่า การแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมายที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ ไม่ใช่การแค่ทำให้สหรัฐฯ หรือสหภาพยุโรป (EU) คู่ค้าสำคัญของไทย มองประเทศไทยดีขึ้นเท่านั้น แต่ต้องการยกระดับประมงไทยให้เป็นมาตรฐานสากล เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ..

ไทยแลนด์ 4.0!!!
รมว.แรงงาน กล่าวอีกว่า สิ่งที่กระทรวงแรงงานกำลังทำอยู่ คือการนำเข้าแรงงานข้ามชาติผ่านบันทึกข้อตกลง (MOU) ที่หลังจากนี้จะไม่ใช่แค่นำแรงงานเข้ามาเฉยๆ เท่านั้น แต่ต้องมีการ “ฝึกอบรม” ทักษะงานที่จะเข้ามาทำ กฎหมาย ขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมไทยเบื้องต้นที่ควรรู้ ให้กับแรงงานตั้งแต่ต้นทาง รวมถึงการจ้างงาน ที่จะต้องไม่ให้มีการ “หลอกลวง” โดยจะเริ่มเห็นผลประมาณปี 2561 เป็นต้นไป
“นี่เป็นการสร้างความมั่นใจทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้างแล้ว จะต้องผ่านจุดส่งกลับ ซึ่งจะมีการตรวจสอบแรงงานเหล่านั้นให้ได้รับสิทธิอย่างครบถ้วน” รมว. แรงงาน ระบุ
มุมมองภาคเอกชน พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวเสริมว่า ขณะนี้ไทยได้แก้ปัญหา การประมง และปัญหาการค้ามนุษย์อย่างเต็มที่ ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย ปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เชื่อว่าการจัดอันดับของไทยน่าจะ..
ดีขึ้น!!!
อย่างไรก็ตาม..หากไปฟังเสียงสะท้อนจากภาคประชาชน ในงานแถลงข่าว “บทบาทภาคธุรกิจและประชาสังคม ในการแก้ไขปัญหาแรงงานและสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมประมงไทย” ซึ่งจัดขึ้นก่อนหน้าเวทีของ สนช. ไม่นานนัก พบว่ายัง “กังวล” ในเรื่องการทำประมงที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ บรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย ระบุว่า วันนี้ยังคงมีการจับ “ปลาเล็กปลาน้อย” ด้วยเครื่องมือ“อวนลาก” เพื่อนำไปทำเป็น..

ปลาป่น!!!
นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย กล่าวว่า ทั้งที่มีงานวิชาการชี้ชัด แต่ ณ วันนี้ ยังคงมีสัตว์ทะเลตัวเล็กๆ ยังไม่โตเต็มวัยที่ถูกจับด้วยอวนลาก ซึ่ง “บริโภคได้จริงเพียงร้อยละ 30” ส่วนที่เหลือถูกนำไปทำปลาป่นสำหรับเป็น “อาหารสัตว์” ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่ ทำให้ไม่มีสัตว์น้ำรุ่นใหม่ๆเกิดขึ้น หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ในอนาคตท้องทะเลไทยจะไม่เหลืออะไรอีก
“ปลาป่น 1 กิโลกรัม ต้องใช้ลูกกุ้งหอยปูปลาประมาณ 4 กิโลกรัม ปี 2559 เรามีโรงงานปลาป่น 82 โรง เราผลิตปลาป่น 5 แสนตันท่านคูณ 4 เข้าไปก็ 2 ล้านตัน นี่คือปริมาณลูกกุ้งหอยปูปลา” บรรจง ระบุ
เช่นเดียวกับ สะมะแอ เจ๊ะมูดอ นายกสมาคมสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ที่เรียกร้องต่อภาคเอกชน 3 ข้อ คือ 1.ยุติการซื้อขายและสนับสนุนการทำประมงด้วยเครื่องมือทำลายล้างธรรมชาติ 2.ต้องมีระบบตรวจสอบย้อนหลังถึงที่มาของสัตว์น้ำ และ 3.หยุดใช้ปลาป่นจากการทำประมงที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
“ข้อเรียกร้องนี้ก็เป็นข้อเดียวกับมาตรฐานยุโรป หรือ IUU คือการจับสัตว์น้ำคุณต้องสามารถรายงานได้ว่าคุณจับที่ไหน ใช้เครื่องมืออะไร แล้วขอให้นักธุรกิจหยุดซื้อปลาป่น ขอให้ท่านช่วยส่งเสริมงานวิจัยหน่อยได้ไหม ว่าสามารถใช้อะไรเป็นวัตถุดิบเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่แทนได้ ก็เป็นเรื่องที่นักธุรกิจน่าจะส่งเสริมให้มีการวิจัย ว่าถ้าไม่ซื้อปลาป่นแล้วจะมีผลผลิตอื่นเป็นทางเลือกที่ไม่ทำลายทรัพยากร อันนี้ก็เป็นสิ่งที่พวกเราเสนอต่อภาคเอกชน”นายกสมาคมสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ฝากทิ้งท้าย
มีการคาดการณ์กันว่า เร็วๆ นี้ ผู้แทนจากสหภาพยุโรป จะมาติดตามการแก้ปัญหา IUU ของไทยก่อนจะประเมินสถานะอีกครั้ง ส่วนของสหรัฐฯไทยจะต้องส่งรายงานให้ภายในเดือน มี.ค. 2560 จากนั้นสหรัฐฯ จะประเมินสถานะไทยอีกครั้งในเดือน มิ.ย. 2560 โดยไทยหวังว่าจะหลุดจาก Tier 2.5ขึ้นมาเป็น Tier 2 ซึ่งคงต้อง..
รอลุ้น!!!
