ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๖๖๖ปีกรุงศรีอยุธยา’ งานฉลองมรดกโลกสู่การเรียนรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/259924

วันอาทิตย์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อปี ๒๕๕๙ นั้นคงจำกันถึงการสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์อยุธยา เพื่อให้ประชาชน สถาบันการศึกษา ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาและความเกี่ยวเนื่องกับประเทศอาเซียน รวมทั้งนานาประเทศ จากองค์ความรู้แขนงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์ความรู้จากจารึก วรรณกรรม พงศาวดาร เอกสารไทย เอกสารต่างชาติ หลักฐานทางโบราณคดี และศิลปกรรม เป็นต้น  ด้วยเป็นปีสำคัญในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และการเข้าสู่ปีที่ ๒๕ แห่งการเป็นมรดกโลกของนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จากยูเนสโก (UNESCO)  อีกทั้งยังเป็นปีที่ ๖๖๖ ของการสถาปนากรุงศรีอยุธยา ดังนั้นปีนี้ในวันที่ ๑๗-๑๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๐ ที่จะถึงนี้ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรมศิลปากร สำนักงานศิลปากรที่ ๓ ได้ร่วมกันจัดงาน ๖๖๖ ปีกรุงศรีอยุธยา ๒๕ ปี มรดกโลก : พัฒนาการตามรอยทางของพระยาโบราณราชธานินทร์ ขึ้น ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยจัดนิทรรศการวิชาการด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดีกรุงศรีอยุธยา นิทรรศการกลางแจ้งด้านประวัติศาสตร์ศิลปะและสถาปัตยกรรมนิทรรศการภาพถ่าย “อยุธยาในมุมมองที่แตกต่าง” สาธิตการทำอาหารตำรับโบราณและร่วมพูดคุยเกี่ยวกับสำรับชาววังและกับข้าวชาวบ้านสำหรับงานทางวิชาการนั้นวิทยากรผู้มีชื่อเสียงได้เผยแพร่ความรู้ใหม่จากการศึกษาเครื่องทองสมัยอยุธยา, ชีวิตและผลงานของพระยาโบราณราชธานินทร์และการบริหารจัดการมรดกโลกกว่า ๒ ทศวรรษ พร้อมกับมีการแสดงจากกรมศิลปากรโขนชุดรามเกียรติ์ ตอน สร้างเมืองอโยธยา ละครนอกเรื่องสังข์ทอง ตอนรจนาเสี่ยงพวงมาลัยถึงตอนหาปลา และการบรรเลงดนตรีและขับร้องบทเพลงพระราชนิพนธ์ ซึ่งมีการนำเพลงโบราณจากจดหมายเหตุลาลูแบร์โดยเชิญชวนให้ “แต่งไทยชมวังจันทรเกษม” และถ่ายรูปคู่กับเจ้าคุณกรุงในงานนี้

เมื่อก่อน ๖๖๖ ปีที่ผ่านมานั้นทุกคนรู้จักว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ได้สถาปนากรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานีของไทย ขึ้นในพ.ศ.๑๘๙๓“กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา”แหล่งนี้ตั้งอยู่บริเวณ หนองโสน(บึงพระราม) บนเกาะเมืองอยุธยา โดยมีแม่น้ำสำคัญไหลผ่าน๓ สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำป่าสัก โดยมีเมืองละโว้ เมืองสุพรรณบุรี เมืองอโยธยา ร่วมมือกันสร้างความเจริญรุ่งเรือง ทั้งด้านการเมือง การปกครอง สังคมเศรษฐกิจ วัฒนธรรม ประเพณี และความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ความเป็นมาของปฐมกษัตริย์อยุธยานั้นมีข้อสันนิษฐานมากมายถึงถิ่นกำเนิดเดิมมาจากเมืองอู่ทอง แคว้นสุพรรณภูมิ เมื่อประมาณ พ.ศ.๑๘๙๐ เมืองอู่ทองซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่ง แม่น้ำจระเข้สามพัน ประสบภัยธรรมชาติ ลำน้ำจระเข้สามพันตื้นเขิน ขาดแคลนน้ำ จึงเกิดโรคระบาด (โรคห่าหรืออหิวาตกโรค) มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก พระเจ้าอู่ทองจึงทรงทิ้งเมือง อพยพผู้คนข้ามฟากแม่น้ำมาตั้งเมืองใหม่ที่บริเวณตำบลหนองโสน (บึงพระราม) ใช้เวลาสร้างเมืองใหม่ ๓ ปี และสถาปนาขึ้นเป็นกรุงศรีอยุธยา ราชธานีแห่งใหม่ ใน พ.ศ.๑๘๙๓ บ้างว่า มีถิ่นกำเนิดเดิมมาจากเมืองอโยธยา บริเวณปากแม่น้ำลพบุรี ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นละโว้ โดยพระเจ้าอู่ทองทรงอพยพไพร่พลทิ้งเมืองอโยธยา หนีภัยอหิวาตกโรคระบาด มาสร้างเมืองใหม่เช่นกัน มีฐานะเป็นพระราชโอรสของแคว้นละโว้ พระราชบิดาของพระเจ้าอู่ทองเป็นกษัตริย์แห่งแคว้นละโว้และมอบหมายให้พระเจ้าอู่ทองไปครองเมืองเพชรบุรีในฐานะเมืองลูกหลวง ครั้งเมื่อพระราชบิดาสวรรคตพระเจ้าอู่ทองจึงเสด็จกลับมาครองราชสมบัติในแคว้นละโว้และต่อมาได้ย้ายมาตั้งราชธานีแห่งใหม่ที่กรุงศรีอยุธยาการถือกำเนิดของอาณาจักรอยุธยา ซึ่งในพ.ศ.๑๘๙๓ นั้นเป็นช่วงที่แคว้นสุโขทัย ซึ่งเป็นอาณาจักรของคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งทางตอนบนของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเริ่มเสื่อมอำนาจลง ในขณะที่ดินแดนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างนั้นมีแคว้นของคนไทยตั้งบ้านเมืองมั่นคงเป็นปึกแผ่นอยู่ก่อนแล้ว ได้แก่ ลพบุรี และสุพรรณบุรี ซึ่งต่อมาถูกรวมให้เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาให้มีความสำคัญจนได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกในที่สุด ดังนั้นการค้นพบหลักฐานใหม่และการเผยแพร่ทางวิชาการจึงเป็นถือเป็นเรื่องสำคัญของทุกฝ่ายร่วมกันซึ่งคุณอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากรนั้นให้ความสำคัญอย่างที่สุด

 

Leave a comment