วิกฤติขยะล้นเมือง! ซุก-ยัด-โยน…วาระแห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/260027

วันจันทร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“ขยะล้นเมือง”…

เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ถูกพูดถึงในสังคมไทยมาหลายสิบปี แต่การแก้ไขปัญหา “ไม่เคยก้าวหน้าไปไหน” ที่สำคัญคนไทยยังมีพฤติกรรม…

“ซุก-ยัด-โยน”!!!

แล้วจะแก้ไขอย่างไร.?

“วิจารย์ สิมาฉายา” ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้ข้อมูลในเวทีเสวนา “วิกฤติขยะบก สู่แพขยะในทะเล จะแก้อย่างไร?” ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ทุกคนสร้างขยะคนละ 1.1 กิโลกรัมต่อวัน ในจำนวนนี้ 20% เป็น “ถุงพลาสติก” ฉะนั้นใน 1 ปี มีขยะเกิดในประเทศไทย 27 ล้านตัน หรือ 74,000 ตันต่อวัน และใน “อภิมหาขยะ” นี้ ถูกกำจัด
“ไม่ถูกต้อง” ถึง 43%

ปลัด ทส. บอกเล่าประสบการณ์ที่ไปร่วมงานพิธีการหนึ่ง ผู้ไปร่วมงานทุกคนจะได้รับ “สติ๊กเกอร์” แปะที่เสื้อ และทั้งที่ผู้ไปร่วมงานส่วนใหญ่ “การศึกษาสูง-หน้าที่การงานดี” แต่ภาพที่เห็น คือ หลายคนทิ้งเศษกระดาษหลังแกะสติ๊กเกอร์ออก “เกลื่อน
เต็มพื้น”

นี่เป็นพฤติกรรมที่คนไทย “คุ้นตา” และทำกันอย่าง “เคยชิน”…

ปลัด ทส. กล่าวอีกว่า 5 จังหวัดที่ “ก่อขยะ” มากที่สุด คือ 1.กรุงเทพมหานคร (กทม.) 2.ชลบุรี 3.นครราชสีมา 4.สมุทรปราการ และ 5.ขอนแก่น ซึ่งเป็นไปตามความหนาแน่นของประชากร และปริมาณการบริโภคที่นับวันมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยกรณีของ กทม. ที่เกิดปัญหา “น้ำขังรอระบาย” คือ ข้อประจักษ์สำคัญถึงปัญหาการทิ้งและกำจัดขยะไม่ถูกวิธี

“ช่วงที่น้ำท่วม กทม. มีปัญหาขยะอุดตันท่อระบายน้ำ ถามว่า กทม. มีถังขยะพอหรือไม่ ต้องตอบว่ามีมากเกินพอด้วยซ้ำ แต่ทำไมคนไทยไม่ทิ้งขยะลงถัง” ปลัด ทส. ตั้งข้อสังเกต

คำถามดังกล่าวของ “ปลัด ทส.” นำไปสู่อีกคำถามหนึ่ง…

“ผศ.ดร.พิชญ รัชฎาวงศ์” จากภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดประเด็นชวนคิดว่า “สังคมไทยจริงจังกับปัญหาขยะแค่ไหน?” ต้องพิจารณาจากหลายเรื่อง อาทิ 1.ขยะพลาสติกจำนวนมาก นำกลับมา “รีไซเคิล” นำมาใช้ใหม่ไม่ได้ เพราะถุงพลาสติกจำนวนมากถูกนำไปใส่ “เศษอาหาร” หากดูสัดส่วนขยะใน กทม. สถิติปี 2556 พบว่า เศษอาหารมาเป็น
อันดับ 1 รองลงมา อันดับ 2 คือ พลาสติกที่นำกลับมาใช้ใหม่ไม่ได้

“ประเทศไทยกินเสร็จไม่มีการเทแยก อย่างอาหารใส่กล่องโฟม เราก็โยนทิ้งทั้งกล่อง ถามว่าถ้าคุณเป็นคนเก็บขยะ อยากจะเก็บเศษขยะพวกนั้นหรือไม่ มันสกปรกมาก จริงๆ ตอนเด็กๆ เราเคยฝึกเทถาดหลุม แต่พอโตเป็นผู้ใหญ่เราลืมไป จึงมีพลาสติกกับโฟมที่รีไซเคิลไม่ได้อยู่ด้วย”

2.อาชีพ “คนเก็บขยะ” มีความสำคัญแต่ไม่ถูกส่งเสริม โดยขณะที่ประเทศไทยเก็บขยะแบบ “ตามมีตามเกิด” แต่ประเทศที่เจริญแล้ว คนที่เกี่ยวข้องกับงานกำจัดขยะ จะถูกดึงเข้าสู่ระบบ อบรมให้ความรู้ มีมาตรฐานคุณวุฒิ “มีเกียรติ” เพื่อให้ทำงานได้อย่างเป็น “มืออาชีพ”

3.โรงไฟฟ้าจากขยะ ทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ เพราะคนไทยไม่แยกขยะ ทำให้ก่อนเผาขยะต้อง “ระเหยน้ำ” ออกก่อน ทำให้ได้ “พลังงาน” ครึ่งเดียว ยังไม่นับปัญหากองขยะส่ง “กลิ่นเหม็น” มีน้ำจากขยะไหลลงแหล่งน้ำ ขณะที่ประเทศเจริญแล้วที่ใช้พลังงาน “ไฟฟ้าขยะ” มาก การแยกขยะเป็นเรื่องสำคัญมาก

ขณะที่ “เสียงสะท้อน” จากภาคเอกชน…“สินชัย เทียนศิริ” ผู้แทนจากสถาบันจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ชี้อีกปัญหา คือ สังคมไทยเมื่อเกิดเหตุอะไรขึ้นมักใช้วิธี “ระดมคน” ไปช่วยกันเก็บกวาด จนลืมนึกถึงการ “บริหารจัดการ” ทำให้ปัญหาไม่เคยถูกแก้ไขอย่างยั่งยืน

“…เวลามีปัญหาอะไร เราจะเรียกคนมาช่วยกันลงมือ ไปดำน้ำเก็บขยะกันเถอะ!

โห!…จะต้องใช้ถังออกซิเจนขนาดไหน? ต้องใช้แหขนาดไหน?

หรือระดมคนมาเก็บขยะ ทุกคนมี “ถุงดำ” คนละใบ เก็บขยะได้ 1 ใน 4 ของถุง เกิด “ถุงขยะ” ขึ้นอีก มีขยะที่เป็น “ถุงมือ” เพราะบางคนไม่อยากจับขยะโดยตรง เกิด “กล่อง” จากข้าวกล่อง เกิดไม้กวาดใหม่ ไม่ใช้ไม้กวาดเก่าเพราะมีสื่อมาทำข่าว…”

สินชัย กล่าวอีกว่า เรื่องของขยะมีผู้เกี่ยวข้องตามเส้นทางหลายราย ตั้งแต่ 1.ผู้ผลิตสินค้า ผลิตกันไปตามจำนวนผู้สนใจ มีคนซื้อมากก็ผลิตออกมามาก 2.ร้านค้าตัวแทนจำหน่าย หารายได้จากตำแหน่งการวางสินค้า ตำแหน่งยิ่งดีมองเห็นชัดค่าวางก็สูงไปตามลำดับ แต่ไม่นึกถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ไม่มีชั้นวางพิเศษที่ชูจุดขาย “สินค้าอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม”

3.ผู้บริโภค แม้จะซื้อสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ไม่รู้ว่าจะจัดการขยะอย่างไรให้เป็นมิตรจริงๆ 4.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แม้จะมีภารกิจในการจัดเก็บขยะ แต่ อปท. จำนวนมาก “ขาดความรู้” ในการทำตามหลักวิชาการ เพราะผู้บริหารไม่ได้จบด้านสิ่งแวดล้อมมาโดยตรง ซึ่งผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่เคยหารือกัน จึงไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ

ด้าน “ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี” นักวิชาการจากสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้จัดการโครงการ “Chula Zero Waste” กล่าวว่า ได้ทดลองแนวทางลดขยะในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “สรุปบทเรียน” ความสำเร็จที่อาจนำไป “ต่อยอด” ในพื้นที่อื่นๆ คือ เรื่องการ “จ่ายเงิน” เพื่อซื้อถุงพลาสติก ยกตัวอย่าง อังกฤษ ที่ตามร้านค้าต่างๆ หากลูกค้าต้องการถุงพลาสติก ต้องจ่ายเงินซื้อ พบว่า ลดการใช้ถุงพลาสติกได้ถึง 85% นำไปสู่การทดลองกับร้านค้าต่างๆ ในพื้นที่มหาวิทยาลัย ซึ่งกำหนดว่าต้องจ่ายเงิน 2 บาท เป็นค่าถุงพลาสติก ตั้งแต่ 1 ก.พ. 2560 เป็นต้นมา

“พอร้านค้าไม่ให้ถุง ต้องเสีย 2 บาท คนไทยงก ไม่อยากเสียเงินค่าถุงพลาสติก เราชนะคนอังกฤษ เราได้ตั้ง 90% พอเราขายถุงพลาสติกใบละ 2 บาท จากใช้วันละ 5 หมื่นใบ เหลือแค่ 2,000 ใบ”

ดร.สุจิตรา กล่าวต่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นได้เป็นเพราะ 1.ทุกร้านทำพร้อมกัน เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบของผู้ประกอบการ 2.ยืนหยัดสนับสนุน เพราะการไม่จ่ายถุงพลาสติก ในระยะเปลี่ยนผ่านลูกค้าหลายรายอาจไม่เข้าใจ “โวยวาย” ใส่พนักงาน เจ้าของร้านหรือผู้จัดการร้านต้องให้กำลังใจพนักงานด้วย

ยังไม่นับเรื่องของ “ขยะบกตกทะเล” ที่ขยะจำนวนมากเป็นพลาสติก “ลอยตามน้ำ” ข้ามพรมแดนไปทั่วโลก ดังที่ปรากฏเป็นข่าวว่า “ไทยติดอันดับ 5 ของโลก” ในการทิ้งขยะลงทะเล…

“ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์” รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฝากข้อคิดเรื่องนี้ว่า หากเป็น “ขยะบก” นานาชาติคงไม่สนใจมากนักเพราะเป็นเรื่องของแต่ละประเทศ แต่กับ “แพขยะ” ลอยทะเล ชาติที่เจริญแล้ว มีการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจร พลเมืองของเขาคง “รับไม่ได้” ที่จะต้องมา “รับกรรม” ที่ไม่ได้ก่อ เพราะขยะจากประเทศอื่นๆ ลอยเข้ามาอยู่ในประเทศของตน

ดังนั้นหากประเทศไทยไม่เร่งแก้ไข “ขยะทะเล” ก็อาจ “ซ้ำรอย” การทำประมงผิดกฎหมาย ที่เป็นปัญหา “ดินพอกหางหมู” เมื่อวันหนึ่งนานาชาติ “กดดัน” ขึ้นมา

คนไทยคงต้อง “อ้อนวอน”…

“วิ่งรอก” แก้ไขกันจ้าละหวั่น!!!

Leave a comment