ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/260991
วันอาทิตย์ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.
ในวาระวันสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีแห่งใหม่บนแผ่นดินแม่น้ำสามสายเมื่อพ.ศ.1893 นั้น วันนี้กรุงศรีอยุธยา 666 ปีแล้ว จึงขอร่วมฉลองในวาระสำคัญนี้ไปกับการตามรอยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทอง ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยาไปตามหาภูมิสถานพระราชวังหลวงสมัยอยุธยา ที่อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มรดกโลกว่า เมื่อแรกสร้างพระนครนั้น สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1ได้ทำการขุดเอาดินในบึงมาถมพื้นที่ ในกฎมณเทีียรบาลระบุชื่อว่า “บึงชีขัน” หรือ “หนองโสน” ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “บึงพระราม” ครั้งนั้นพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ สร้างพระที่นั่งขึ้น 3 องค์ คือ พระที่นั่งไพฑูรย์มหาปราสาท พระที่นั่งไพชยนต์มหาปราสาท และ พระที่นั่งไอศวรรย์มหาปราสาท ตั้งอยู่ในเขตของวัดพระศรีสรรเพชญ์ปัจจุบัน ต่อมาได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งมังคลาภิเษกมหาปราสาทและพระที่นั่งตรีมุข (หลังเดิม) เพิ่มขึ้น พระราชวังเดิมสมัยแรกนี้ ใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์อยุธยาอยู่ 7พระองค์ รวมเวลา 98 ปี ต่อมาเมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติเมื่อ พ.ศ.1991 พระองค์ทรงโปรดฯให้ยกบริเวณพระราชวังเดิมสมัยแรกที่ตั้งของพระที่นั่ง3 องค์นั้น เป็นเขตพุทธาวาส สร้างวัดพระศรีสรรเพชญ์-ขึ้นแล้วโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายพระราชวังมาสร้างขึ้นใหม่ทางด้านเหนือของเขตพระราชวังเดิม ใกล้แม่น้ำลพบุรีซึ่งเป็นเสมือนคูเมืองพระนครด้านเหนือ และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่ง 2 องค์ คือพระที่นั่งเบญจรัตนมหาปราสาทและพระที่นั่งสรรเพชญ์มหาปราสาท ต่อมาได้มีการสร้างพระที่นั่งอีกองค์หนึ่งคือ พระที่นั่งมังคลาภิเษก หรือพระที่นั่งวิหารสมเด็จพระมหาปราสาท ซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างในรัชกาลใด รวมว่าพระที่นั่ง 3 องค์ ในพระราชวังหลวงแห่งใหม่ใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์อยู่ 16 พระองค์ รวมเวลา 182 ปี

กำแพงพระราชวังหลวง
ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พระองค์ทรงโปรดฯให้ขยายเขตพระราชวังหลวงให้กว้างมากไปจากเดิม โดยขยายเขตพระราชวังไปเชื่อมติดกับ วัดพระศรีสรรเพชญ์ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งเพิ่มอีก 2 องค์ คือพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ และพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ หลังสุดรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น พระองค์ทรงโปรดฯสร้างพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ขึ้นเป็นที่ประทับอีกองค์หนึ่งโดยมีสระน้ำล้อมรอบจึงมีชื่อเรียกว่า พระที่นั่งท้ายสระ สรุปแล้วพระราชวังหลวงสมัยอยุธยาตอนปลายนั้นมีพระที่นั่งแบบมหาปราสาทแต่ละสมัยรวมทั้งสิ้น6 องค์ ใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์ 10 พระองค์ รวมเวลา137 ปี จนเสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ.2310 รวมเวลา407 ปี สำหรับการเป็นราชธานีและมีพระราชวังหลวงอยู่ที่นี่ ภายหลังสมเด็จพระเจ้าตากสินได้ทำการกู้ชาติ8 เดือน และสถาปนากรุงธนบุรีสืบต่อสมัยอยุธยาอีก 14 ปี ดังนั้นโบราณสถานในส่วนพระราชวังหลวงจึงมีรูปแบบที่ลงตัวสำหรับการเป็น เขตพระราชฐานชั้นนอกซึ่งมีพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ และส่วนราชการ ได้แก่ศาลาลูกขุน ศาลหลวง ศาลาสารบัญชี เป็นต้น เขตพระราชฐานชั้นกลาง มีพระที่นั่งวิหารสมเด็จ พระที่นั่งสรรเพชญ์มหาปราสาท พระที่นั่งสุริยาสน์อัมรินทร์ และส่วนราชสำนักได้แก่คลังมหาสมบัติ โรงช้าง โรงม้า เป็นต้นเขตพระราชฐานชั้นใน มีพระที่นั่งบรรยงค์รัตนาสน์โรงเครื่องต้น และที่อยู่ของฝ่ายใน เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีพระที่นั่งตรีมุข ซึ่งมีการสร้างขึ้นใหม่บนรากฐานพระที่นั่งองค์เดิมในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 นั้น ทรงโปรดให้สร้างพลับพลาตรีมุขขึ้นเพื่อประกอบพระราชพิธีบวงสรวงบูรพกษัตริย์ในวาระที่พระองค์ครองราชย์ครบ 40 ปี เท่ากับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เมื่อพ.ศ.2451 สำหรับบริเวณสวนไพชยนต์เบญจรัตน์นั้นพบว่าเป็นที่ตั้งของพระคลังมหาสมบัติ ได้แก่ คลังศุภรัตน์ คลังพิมาณอากาศ คลังวิเศษโรงราชรถ คลังแสง เป็นต้น และสวนองุ่น พบว่าเป็นสวนหลวงประจำพระราชวัง มีตำหนักสระแก้ว ตำหนักสวนกระต่าย และตำหนักศาลาลวด พระราชวังหลวงแห่งนี้อยู่ติดกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ พระอารามหลวงประจำพระราชวังหลวง ดังนั้นเมื่อมีการสร้างพระนครเพื่อเป็นราชธานีแห่งใหม่ขึ้นที่บางกอกในรัชกาลที่ 1 นั้นพระองค์จึงโปรดฯให้จำลองรูปแบบพระราชวังหลวงกรุงศรีอยุธยาแห่งนี้ไปสร้างพระบรมมหาราชวังกรุงรัตนโกสินทร์ทุกประการ นับเป็นภูมิสถานสำคัญที่มีชื่อเสียงในฐานะมรดกโลกที่คนไทยควรภาคภูมิใจยิ่งนัก



