‘มีลูกเพื่อชาติ’ คิดง่าย-ทำยาก….ได้แค่ฝัน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/261154

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“สังคมสูงวัย..สัดส่วนคนชรามากขึ้น”

“เด็กเกิดใหม่น้อย..แถมยังด้อยคุณภาพ”

2 เรื่องนี้คือ “ข้อกังวล” ของสังคมไทยที่ด้านหนึ่งพบว่าเรามีสัดส่วนประชากรสูงอายุมากขึ้น เช่นข้อมูลของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2557 ที่ระบุว่าไทยมีประชากรวัย 60 ปีขึ้นไปราว 10 ล้านคน กับอีกด้านที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง ดังตัวเลขของ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ที่ระบุว่า ปี 2555-2558 มีเด็กเกิดใหม่เฉลี่ยปีละ 7-8 แสนคน น้อยกว่าเมื่อ 20 ปีก่อนหน้า คือประมาณปี 2536-2540 ที่มีเด็กเกิดใหม่เฉลี่ยปีละ 8-9 แสนคน

เมื่อมองไปในสังคมโลก ปรากฏการณ์นี้ถือเป็น “เรื่องธรรมดา” ของประเทศที่เจริญแล้ว ไม่ว่าโลกตะวันตกอย่างในกลุ่ม สหภาพยุโรป (EU) หรือโลกตะวันออกทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ แต่ด้วยความที่ไทยยังเป็นประเทศ “กำลังพัฒนา” รายได้ต่อหัวของประชากรไม่มากเท่าพลเมืองในดินแดนต่างๆ ข้างต้น มันจึงกลายเป็น “ปัญหา” เพราะบ้านเมืองอื่นเขา “รวยก่อนแก่” แต่สำหรับชนชาวไทยนั้น..

แก่ก่อนรวย!!!

ไม่นานนี้ มีเสวนาหัวข้อ “ปฏิรูปสังคมสูงวัย สร้างเด็กเกิดใหม่ให้มีคุณภาพ” จัดโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่ง นพ.บุญฤทธิ์สุขรัตน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยว่า ประเทศไทยมีอัตราการเจริญพันธุ์ลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่น ข้อมูลจากรมการปกครอง พบเด็กเกิดใหม่ในปัจจุบันมี 7.3 แสนคนต่อปี

ขณะที่ข้อมูลของ กระทรวงสาธารณสุข พบเด็กเกิดใหม่ “เฉพาะที่มีสัญชาติไทย” มีเพียง 6.8 แสนคนต่อปีเท่านั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวกับอนาคตชาติ ที่ส่งผลกระทบต่อประชากรวัยแรงงานจะลดลงในอนาคต กระทบรายได้รวมของชาติ และอัตรากำลังแรงงานของประเทศอย่าง..

หลีกเลี่ยงไม่ได้!!!

นพ.บุญฤทธิ์ กล่าวอีกว่า ทุกวันนี้ “ผู้หญิงพึ่งตนเองได้มาก” จึงมองว่า “ไม่ต้องแต่งงาน” อยู่เป็นโสดก็ได้ไม่เห็นเป็นไร บวกกับ “ค่าครองชีพสูงขึ้น” การมีบุตรหมายถึงต้องมีรายจ่ายเพิ่มอีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อการทำงาน ทำให้ต้องมีการรณรงค์ให้มีบุตร เช่นโครงการ “สาวแก้มแดงมีลูกเพื่อชาติ” ของกรมอนามัย แจกวิตามินที่จำเป็นกับทารกในครรภ์ให้กับสตรีที่ต้องการมีบุตร หวังให้เด็กที่เกิดมา..

มีสุขภาพดี!!!

ขณะที่ รศ.วิพรรณ ประจวบเหมาะ คณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในสังคมที่มีประชากรสูงอายุจำนวนมาก อาจทำได้โดยจ้างแรงงานข้ามชาติ หรือย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทว่าวิธีการนี้ก็ “เสี่ยง” เนื่องจากภูมิภาคอาเซียนเองก็มีแนวโน้มเข้าสู่สังคมสูงวัยไม่ต่างจากไทย

“การเกิดใหม่ของประชากร ต้องเป็นการเกิดที่มีคุณภาพ เช่นเดียวกับสูงวัยอย่างมีคุณภาพ อย่างไรก็ตาม มองว่าการปฏิรูปการศึกษาที่ต้องเรียนรู้บทบาทหญิงชายจะเป็นส่วนสำคัญที่สุด เพราะจะทำให้รู้ว่าต้องวางแผนสร้างรากฐานชีวิตอย่างไร จะอยู่อย่างไร จะมีครอบครัวอย่างไร อาจไม่ต้องบรรจุในหลักสูตรแต่ใส่ในกิจกรรมเรียนรู้ อาทิ วิชาลูกเสือเนตรนารี” รศ.วิพรรณ ให้ความเห็น

เมื่อพูดถึงโครงการ “สาวแก้มแดงมีลูกเพื่อชาติ” พบว่า ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่เป็นข่าว เมื่อต้นเดือน ก.พ. 2560 เสียงสะท้อนจากประชาชน กลับกลายเป็นการ“ประชดประชัน” เสียมากกว่า หลายคนวิพากษ์วิจารณ์อย่าง“เผ็ดร้อน” บนโลกออนไลน์ เปรียบเทียบนโยบายรณรงค์ให้มีบุตรของประเทศต่างๆ ที่ให้สวัสดิการมากมาย ขณะที่ย้อนมองมาที่บ้านตนเอง รัฐบาลไทยกลับให้แค่

วิตามินถุงเดียว!!!

ร้อนถึง นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย ต้องออกมาชี้แจงว่า นโยบายการมีลูกเพื่อชาตินั้นเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การ
พัฒนาอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2560-2569) ว่าด้วยการส่งเสริมการเกิดและการเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ ที่ไม่ใช่เพียง“ป้องกัน” แม่วัยใสหรือผู้ที่ตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์เพียงด้านเดียว แต่ต้องมีแนวทาง “สนับสนุน” แม่ที่มีความพร้อม..

ควบคู่กัน!!!

อธิบดีกรมอนามัย กล่าวย้ำว่า ยุทธศาสตร์ระยะ 10 ปีนี้ ได้กำหนดไว้ชัดเจน คือ การพัฒนาและปรับปรุงระบบการจัดสวัสดิการสังคม เพื่อเอื้อให้ครอบครัวพร้อมจะมีบุตร ให้หญิงได้รับการดูแลตั้งแต่ระยะก่อนสมรส ระยะก่อนตั้งครรภ์ ระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอด และระยะหลังคลอด รวมทั้งการจัดสวัสดิการในด้านต่างๆ สำหรับครอบครัวที่พร้อมจะมีบุตร เลี้ยงดูบุตรได้อย่าง..

สะดวกขึ้น!!!

ทว่าการจะส่งเสริมให้คนมีลูกในยุคนี้เอาเข้าจริงๆ “ยากมาก” งานวิจัยเรื่อง “การส่งเสริมการมีบุตรผ่านการสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและการสร้างครอบครัวที่มีคุณภาพ” โดย ผศ.ดร.มนสิการ กาญจนะจิตราภายใต้โครงการวิจัย “ความอยู่ดีมีสุขของครอบครัวไทย” ของ ผศ.ดร.ภูเบศร์ สมุทรจักรและคณะ ที่สถาบันวิจัยสังคมและประชากร มหาวิทยาลัยมหิดล ศึกษาร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวถึงสาเหตุที่คนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูกไว้หลายประการ อาทิ

1.ผู้ชายยังไม่มีบทบาทเพียงพอในการช่วยเลี้ยงลูก ปัจจุบันประเทศไทย ผู้เป็นพ่อมีสิทธิลาไปดูลูกหลังคลอดโดยยังได้รับเงินเดือน นานที่สุดเพียง 15 วันเท่านั้น ทำให้หน้าที่เลี้ยงลูกยังเป็นของผู้หญิงมากกว่า หากไม่สามารถทำให้เวลาเลี้ยงลูกของชายและหญิงใกล้เคียงกัน ผู้ชายย่อมไม่สามารถช่วยเลี้ยงลูกได้ ส่งผลให้ผู้หญิงไม่ค่อยอยากแต่งงานหรือมีลูกไปโดยปริยาย

2.คนรุ่นใหม่เน้นพึ่งพาตนเอง คนยุคก่อนหน้ามักมีคำกล่าวว่า “รีบมีลูกเร็วๆ จะได้โตทันใช้” หมายถึงหวังให้ลูกเลี้ยงตนในยามแก่เฒ่าแต่คนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่คิดเช่นนั้นอีกต่อไป 3.คนรุ่นใหม่มักทุ่มเทชีวิตเพื่องาน ให้ความสำคัญกับงานมากกว่าเรื่องอื่น ยิ่งถ้าบริษัทมีทรัพยากรไม่เพียงพอและผู้บริหารไม่มีนโยบายที่เอื้อต่อสวัสดิการของพนักงาน เช่น ความยืดหยุ่นในการลาคลอดและเลี้ยงลูก จนทำให้พนักงานไม่เกิดสมดุลในการใช้ชีวิต ย่อมทำให้พนักงานตัดสินใจที่จะมีลูกช้าลง

และ 4.ปัจจัยด้านค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะในสังคมเมือง ผลการศึกษาระบุชัด คนรุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ ไม่ว่ารวย ปานกลาง หรือยากจน กังวลเรื่องเม็ดเงินที่ใช้ในการเลี้ยงลูกค่อนข้างมาก ชนชั้นกลางขึ้นไปจะห่วงเรื่องการศึกษาเป็นพิเศษ ขณะที่ชนชั้นล่าง จะห่วงเรื่องที่อยู่อาศัย การมีรถรับส่งลูก การซื้อของขวัญของเล่นให้ลูกในโอกาสต่างๆ

ที่สำคัญ “คนรุ่นใหม่รักอิสระ” การมีลูกจึงทำให้สูญเสียโอกาสในการทำงานและการใช้ชีวิตตามที่ตัวเองต้องการไป เช่น การไปเที่ยว การตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ การเรียนต่อ และการใช้เวลาส่วนตัว จึงคิดที่จะชะลอการมีลูกออกไปจนกว่าชีวิตจะ..

ลงตัว!!!

บทสรุปของงานวิจัยชุดนี้ ย้ำว่า การเลือกใช้นโยบายใดนโยบายหนึ่งไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหา นโยบายส่งเสริมการเกิดควรเป็นชุดนโยบายที่มีความครอบคลุมมิติต่างๆ ของการตัดสินใจมีลูกให้มากที่สุด ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูก การเข้าถึงบริการดูแลเด็ก จนถึงความก้าวหน้าและมั่นคงในการงานของพ่อแม่ ซึ่งสำหรับรัฐไทยที่ไม่ใช่ประเทศร่ำรวย มีข้อจำกัดด้านงบประมาณแล้ว ความหวังที่จะมีประชากรเกิดใหม่เพิ่มขึ้น อาจเป็นแค่..

“ฝัน” อันเลือนราง!!!

Leave a comment