รายงานพิเศษ : จากคลองภักดีรำไพ…. ขยายผลแก้ปัญหาน้ำด้วย‘ศาสตร์พระราชา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/274230

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของกรมชลประทาน และชาวจังหวัดจันทบุรี ที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเปิดโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่
19 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา

“..มีถนน 3 สายขนานกันที่กั้นน้ำ วิธีที่จะทำก็คือต้องดูว่าน้ำมันลงมาที่ไหนก็ดูได้ ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดไปดูก็จะเห็นได้ ไปสำรวจดูว่าน้ำจะลงทางไหน แล้วก็ได้ทำการระบายน้ำ คือช่องระบายน้ำที่สอดคล้องกัน และถึงเวลาฝนลงมา น้ำลงมา ก็สามารถที่จะระบายออกไปได้ ไม่มีปัญหา สามารถที่จะระบายน้ำออกไป ไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน ถ้าถึงเวลาที่ต้องการน้ำเก็บเอาไว้ ก็มีทำเป็นประตูน้ำกักเอาไว้ไม่ให้น้ำไหลไปโดยไร้ประโยชน์ แต่ถึงเวลาก็ปล่อยน้ำออกไปได้..”

ความตอนหนึ่งของพระราชดำรัสที่รัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ อันเป็นที่มาของการดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้แม้โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริจะแล้วเสร็จ และสามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ตาม แต่ถ้าจะให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในฤดูฝนสามารถป้องกันน้ำท่วมได้ 100 % และในฤดูแล้งมีน้ำเพียงพอสำหรับทุกๆ กิจกรรม โดยเฉพาะการอุปโภคบริโภคและการเกษตรนั้น จำเป็นจะต้องพัฒนาต่อยอดโครงการ

นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและช่องทางในการระบายน้ำออกสู่ทะเลได้ในปริมาณและเวลาที่เร็วขึ้น โดยได้มีการขุดลอกปรับปรุงแม่น้ำจันทบุรีใหม่ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการระบายนํ้าได้ถึงประมาณ 500 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที และได้มีการขุดคลองผันน้ำสายใหม่ซึ่งได้รับพระราชทานชื่อว่า “คลองภักดีรำไพ” มีความยาว 11.6 กิโลเมตร พร้อมประตูระบายนํ้าไว้ทำหน้าที่ควบคุม บริหารจัดการนํ้า อีกจำนวน 11 แห่ง โดยขุดแยกออกจากแม่นํ้าจันทบุรีก่อนเข้าถึงตัวเมือง เพื่อผันนํ้าส่วนเกินศักยภาพของแม่น้ำจันทบุรีที่รองรับปริมาณนํ้าได้ออกสู่ทะเล โดยมีประสิทธิภาพในการระบายน้ำได้สูงสุด 300 ลบ.ม./วินาที

โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีศักยภาพในการระบายน้ำสูงสุดได้ 800 ลบ.ม./วินาที สูงกว่าปริมาณน้ำหลากเฉลี่ยที่ไหลผ่านเมืองจันทบุรีในรอบ 100 ปี หรือแม้กระทั่งปริมาณน้ำไหลหลากมากที่สุดในปี 2542 ที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมเมืองจันทบุรีรุนแรงที่สุด ก็มีปริมาณน้ำเพียงประมาณ 700 ลบ.ม./วินาทีเท่านั้น

แต่ในอนาคตจะมีปริมาณน้ำไหลผ่านแม่น้ำจันทบุรีมากกว่า 800 ลบ.ม./วินาที หรือไม่ ไม่อาจจะทราบได้ ดังนั้นเพื่อให้ประชาชนสบายใจ 100% และเป็นการพัฒนาลุ่มน้ำจันทบุรีให้เต็มศักยภาพ มีน้ำเพียงพอสำหรับความต้องการในทุกๆ ด้านตลอดทั้งปี กรมชลประทานจึงมีแผนที่จะต่อยอดโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้วยการพัฒนาสร้างแหล่งกักเก็บน้ำขนาดกลางในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำจันทบุรี เพื่อตัดยอดน้ำไม่ให้ไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างมากเกินไป และกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง หรือฝนทิ้งช่วง

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า กรมชลประทานได้ทำการศึกษาเบื้องต้นที่จะดำเนินการสร้างอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำจันทบุรีตอนบนทั้งสิ้น 3 แห่ง ประกอบด้วย 1.โครงการอ่างเก็บน้ำคลองตารอง เป็นโครงการหนึ่งที่ได้ศึกษาไว้ในรายงานความเหมาะสม โดย JICA เมื่อปี 2532 และกรมชลประทานศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมออกแบบอีกครั้งเมื่อปี 2540 โดยเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ความจุประมาณ 60 ล้าน ลบ.ม. ก่อสร้างในพื้นที่ตำบลจันทเขลม อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถตัดยอดน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำจันทบุรีบรรเทาปัญหาน้ำท่วม เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีก 26,000 ไร่ และมีน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคอย่างพอเพียงตลอดทั้งปี ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการขอเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว

2.โครงการอ่างเก็บน้ำคลองตาหลิว เป็นการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ความจุประมาณ 30 ล้าน ลบ.ม. ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งอยู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาวเช่นเดียวกัน และ 3. โครงการอ่างเก็บน้ำคลองสันทราย เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ความจุประมาณ 10 ล้าน ลบ.ม. ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานก่อสร้าง ซึ่งหากกรมชลประทานสามารถพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำจันทบุรีได้ทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่ป้องกันปัญหาน้ำท่วมเฉพาะเขตตัวเมืองจันทบุรีเท่านั้น แต่จะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ทั้งลุ่มน้ำ และยังจะทำให้มีน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภค และการเกษตรได้ตลอดทั้งปี

นอกจากการต่อยอด โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริดังกล่าวแล้ว กรมชลประทานยังจะขยายผลโครงการนำมาใช้เป็น “ศาสตร์พระราชา” แก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมในพื้นที่อื่นๆ ที่มีลักษณะภูมิประเทศใกล้เคียง หรือประสบปัญหาคล้ายกับเมืองจันทบุรีอีกด้วย

โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ที่มีลักษณะภูมิประเทศมีความลาดชันสูงเช่นเดียวกับจังหวัดจันทบุรี ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดเพชรบุรี กรมชลประทานจะทำการปรับปรุงคลองส่งน้ำ 4 สาย ขุดขยายคลองธรรมชาติ 1 สาย ปรับปรุงขยายคลองระบายน้ำ 8 สาย และก่อสร้างประตูระบายน้ำ 1 แห่ง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อำเภอบางสะพาน เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ประสบปัญหารุนแรง จะต้องเพิ่มช่องทางในการระบายน้ำตามแนวพระราชดำริ โดยจะปรับปรุงคลองระบายน้ำเดิม 4 สาย และช่องทางลัดระบายน้ำออกสู่ทะเลพร้อมกับปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่เดิม 3 แห่ง จังหวัดชุมพร เป็นการบรรเทาอุทกภัยใน อำเภอทุ่งตะโก อำเภอหลังสวน และอำเภอเมือง ปรับปรุงคลองธรรมชาติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ 5 สาย ก่อสร้างคลองผันน้ำสายใหม่คล้ายๆ กับคลองภักดีรำไพอีก 2 สาย เป็นต้น

แม้แต่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา กรมชลประทานก็มีแผนที่จะนำ “ศาสตร์พระราชา” เกี่ยวกับการขุดคลองผันน้ำหรือคลองระบายน้ำสายใหม่ เช่นเดียวกับ “คลองภักดีรำไพ” มาขยายผลแก้ปัญหาอุทกภัย อาทิ

โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร เป็นการขุดคลองระบายน้ำสายใหม่เพื่อผันน้ำเลี่ยงเมืองพระนครศรีอยุธยา โดยขุดคลองแยกออกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่อำเภอบางบาล ไปบรรจบแม่น้ำเจ้าพระยาอีกครั้งที่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระยะทางประมาณ 23 กิโลเมตร ระบายน้ำสูงสุดได้ 1,200 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะช่วยบรรเทาหรือลดความเสี่ยงที่น้ำจะท่วมตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา ได้

โครงการก่อสร้างคลองระบายน้ำสายใหม่ เป็นการสร้างคลองระบายน้ำจากแม่น้ำป่าสักซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยาลงสู่ทะเลโดยตรง สามารถระบายน้ำได้สูงสุดประมาณ 600 ลบ.ม./วินาที คลองสายนี้นอกจากจะช่วยตัดยอดน้ำมาจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ส่งมาตามคลองชัยนาท-ป่าสักแล้ว ยังสามารถใช้ระบายน้ำจากแม่น้ำป่าสักลงสู่ทะเลโดยตรงไม่ผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาได้อีกด้วย

โครงการสร้างคลองระบายน้ำควบคู่กับถนนวงแหวนรอบ 3 ฝั่งตะวันออก คลองสายนี้จะตัดยอดน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงสู่ทะเลโดยตรงได้ประมาณ 500 ลบ.ม./วินาที ขณะนี้กรมชลประทาน กรมทางหลวง และ JICA กำลังทำการศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้เบื้องต้น ก่อนจะทำการศึกษา EIA ควบคู่กับการก่อสร้างถนนวงแหวนรอบที่ 3

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่กรมชลประทานนำ “ศาสตร์พระราชา” โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มาต่อยอดและขยายผลสู่การแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำทั่วทุกภูมิภาคของประเทศอย่างยั่งยืน

Leave a comment