เก็บมาคิด : คุณค่าของผ้าไทยกับการรณรงค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/236589

วันศุกร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

มีผลสำรวจจาก “สวนดุสิตโพลเกี่ยวกับความนิยมผ้าไทย” ได้ผลสรุปออกมาหลายอย่างที่น่าสนใจ อาทิ ร้อยละ 76.66 ชอบผ้าไทย และร้อยละ 21.04  เฉยๆ ส่วนเหตุผลที่ชื่นชอบผ้าไทยเพราะ 1.ผ้าไหม เนื้อผ้ามีความสวยงาม เงางาม ประณีตมีคุณค่า มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย ใส่แล้วดูภูมิฐานสง่างาม เสริมบุคลิก หรูหรา 2.ผ้าฝ้าย สวมใส่สบาย ราคาถูก ดูแลรักษาง่าย ระบายความร้อนได้ดีเหมาะกับสภาพอากาศ หาซื้อได้ง่าย 3.มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย สีสันสดใส 4.ผ้าประจำถิ่น เช่น ผ้าม่อฮ่อม ผ้าปาเต๊ะ น่าสนใจ เพราะสะท้อนเอกลักษณ์ของท้องถิ่น สำหรับความถี่ในการสวมใส่ผ้าไทยของคนไทย พบว่า ร้อยละ 36.98 สวมใส่ผ้าไทยในโอกาสสำคัญ รองลงมาร้อยละ 24.04 สวมใส่ผ้าไทย 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยมีการระบุวันสวมใส่ผ้าไทยว่า ร้อยละ 19.00 วันสำคัญทางศาสนา ร้อยละ 18.43 งานมงคลต่างๆ ร้อยละ 18.20 วันที่หน่วยงาน/สถานศึกษากำหนด และร้อยละ 17.54งานประเพณีท้องถิ่น

จากข้อมูลข้างต้น สรุปสั้นๆ ได้ว่า 1.คนไทยส่วนใหญ่นิยมผ้าไทย 2.มองเห็นคุณค่าของผ้าไทยว่ามีดีอย่างไร และ 3.มีความคิดว่า ผ้าไทยควรใส่ตามกาลเทศะ ไม่ใช่ใส่ได้ทุกวัน

ถ้าเชื่อตามผลสรุปดังกล่าว แสดงว่า ผ้าไทย ไม่ใช่ “ปัจจัยหลัก”ที่ทุกคนต้องใช้ต้องทำ แต่ผ้าไทย กลายเป็น “ปัจจัยพิเศษ” ที่ทำขึ้นเฉพาะวันสำคัญๆ หรือในโอกาสพิเศษเท่านั้น

หากเป็นเช่นนี้ นับได้ว่า ประโยชน์ของผ้าไทยไม่สามารถทำให้เป็นอุตสาหกรรมได้ เพราะมีความต้องการเฉพาะกาลเท่านั้น ฉะนั้นการรณรงค์ของกระทรวงวัฒนธรรมที่ต้องการให้ผ้าไทยกระจายกว้างขวางออกไปทั่วโลก จึงไม่คุ้มค่า

แต่ในความเป็นจริงการรณรงค์ให้ผ้าไทยเป็นที่นิยม มีเป้าหมายที่เกี่ยวกับภาคอุตสาหกรรม ที่สามารถสร้างเม็ดเงินให้เกิดขึ้นกับประเทศชาติได้

ดังนั้น สิ่งแรกที่จะรณรงค์ คือ เปลี่ยนค่านิยม หรือทัศนคติของคนไทย ที่มองเห็นผ้าไทยเป็นปัจจัยพิเศษ ให้กลายเป็น ปัจจัยหลักก่อน เพื่อให้ปริมาณการใช้ผ้าไทยขยายตัวมากขึ้น

จากการได้พุดคุยกับ คุณวีระโรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้พบว่า ในความคิดของ ท่านรัฐมนตรี มองว่า ผ้าไทยต้องอยู่ในภาคอุตสาหกรรม ที่สามารถทำเงินให้กับประเทศชาติได้เช่นกัน ไม่ใช่เป็นการจับเอาผ้าไทยไปขึ้นหิ้งเพื่อบูชา หรือยกย่องให้เป็นสิ่งล้ำค่า

อาทิ จากสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีวีระ มีความเห็นในเรื่องของการส่งเสริมผ้าไทยว่า 1.ควรมีทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในทุกมิติของการส่งเสริมผ้าไทย เช่น การผลิต การออกแบบการจำหน่าย และการประชาสัมพันธ์ 2.ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับผ้าไทย เช่น การทอ ย้อมสีธรรมชาติ ย้อมโคลน การตัดเย็บ การออกแบบ และช่วยเหลือผู้ประกอบการผ้าไทยให้มีช่องทางในการขยายตลาดเพื่อให้สามารถจำหน่ายสินค้าที่ผลิตจากผ้าไทยได้มากขึ้น 3.ผู้บริหาร ข้าราชการ บุคลากรของกระทรวงวัฒนธรรมควรสวมใส่ผ้าไทยเป็นแบบอย่าง 4.ส่งเสริมให้หน่วยงานราชการใช้ผ้าไทยเป็นชุดฟอร์ม (uniform) และขยายผลไปยังหน่วยงานเอกชน เช่น ธนาคาร บริษัทที่มีชื่อเสียง 5.รณรงค์ให้ครู นักเรียน นักศึกษา แต่งกายด้วยผ้าไทยในสถานศึกษาสัปดาห์ละ 1-2 วัน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ผ้าไทยเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมที่สร้างรายได้สู่ชุมชนและท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น

จากผลของการสำรวจที่พบว่า คนไทยส่วนใหญ่ รู้จักคุณค่าและประโยชน์ของผ้าไทย เป็นอย่างดี ปัญหาจึงตกอยู่ที่ว่า ทำไมผ้าไทยจึงมียอดการขายที่ไม่สูงมากนัก

คำตอบมีอยู่เพียงประเด็นเดียวคือ ผ้าไทยยังมีราคาแพง เนื่องจากกระบวนการผลิตยังต้องใช้วัสดุ และกำลังการผลิตที่มีต้นทุนค่อนข้างสูง จะนำมาขายในราคาต่ำย่อมขาดทุน

ถ้ารักจะส่งเสริมให้ผ้าไทย (ซึ่งมีคุณภาพ) กลายเป็นสินค้าที่คนไทยทุกคนสามารถนำมาใช้ได้ ภาครัฐควรมีการส่งเสริมด้วยการ จัดตั้งกองทุนช่วยพยุงราคาผ้าไทยให้กับภาคการผลิตส่วนหนึ่ง เพื่อให้ราคาของผ้าไทยถูกลงจนคนทุกระดับชั้นมีโอกาสซื้อได้ โดยเฉพาะการสนับสนุนให้ชุดนักเรียนผลิตขึ้นจากผ้าฝ้ายของคนไทยเพียงหน่วยงานเดียว อุตสาหกรรมผ้าไทยก็ขายกันไม่ทันแล้ว

ชนิตร  ภู่กาญจน์

Leave a comment