ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/236751
วันศุกร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559, 16.10 น.
23 ก.ย. 59 ที่วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี บางพูน จ.ปทุมธานี สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดประชุมผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐและเอกชน เพื่อติดตามผลการปฏิบัติราชการงบประมาณปี 2559 และเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการงบประมาณปี 2560 โดยมี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นผู้มอบนโยบาย มีนายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาฯ กอศ.) นายสุเทพ ชิตยวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาฯ กพฐ.) ในฐานะว่าที่เลขาฯ กอศ.คนใหม่ รวมถึงผู้บริหาร สอศ. ผู้บริหารวิทยาลัยอาชีวศึกษาภาครัฐและเอกชน กว่า 1 พันคน เข้าร่วม
พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวระหว่างมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า เนื่องจากปัจจุบันสภาพอัตราการเจริญพันธุ์ของประชากรไทย ได้ลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง และในอนาคตจะลดลงเหลือเพียงร้อยละ 1.3 นั้น ดังนั้นจึงคาดการได้ว่าในอนาคตจะมีเด็กมาเข้าเรียนในระบบลดลงตามไปด้วย ดังนั้น สถานศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จะต้องปรับตังเพื่อรับกับสภานการณ์ในเรื่องนี้ ซึ่งในส่วนของ สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มีโครงการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 20 คนแล้ว สำหรับในส่วนของ สอศ. นั้น ตนได้มอบนโยบายเกี่ยวกับการรับนักเรียน นักศึกษาให้วิทยาลัยอาชีวศึกษาของรัฐ แต่ยังมีสถานศึกษารัฐหลายแห่งเปิดรับเกินกว่า 1 ครั้ง ทำให้วิทยาลัยเอกชนบางแห่งไม่มีเด็กเข้าไปเรียน ดังนั้น สอศ. จะต้องมีการจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง ต้องจัดสรรอัตราผู้เรียนระหว่างวิทยาลัยรัฐและเอกชนอย่างชัดเจน เพื่อให้อาชีวศึกษารัฐและเอกชนพัฒนาไปด้วยกัน

“ผมเข้าใจท่าน เพราะระบบการศึกษาเรา อยู่ในรูปแบบที่ให้เงินอุดหนุนตามจำนวนรายหัวเด็ก ดังนั้น จึงไม่แปลกที่โรงเรียนต่างๆจะพยายามดึงเด็กไว้ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ที่กั๊กเด็กไว้ไม่ปล่อยให้มาเรียนสายอาชีพ และมีวิทยาลัยอาชีวะรัฐที่พยายามช้อนเด็กหลายรอบ จนไม่มีเด็กไปเรียนับอาชีวะฯเอกชน ซึ่งขณะนี้ได้ข่าวว่าวิทยาลัยอาชีวะสุราษฎร์ จะปิดตัวลงเพราะไม่มีเด็กมาเรียน แต่ก็ต้องไปดูว่าที่เด็กไม่มาเรียนเพราะสาเหตุใด ซึ่งสถานศึกษาทุกแห่งต้องปรับตัวเอง จึงขอให้ สอศ.ดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง” รมว.ศธ. กล่าว
พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ตนได้มอบนโยบายให้ สอศ. ขับเคลื่อนอาชีวศึกษาภาครัฐและเอกชน ให้ผลิตคนที่มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของประเทศ ซึ่งจะต้องมาระดมความคิดกันว่าจะทำอย่างไร ปรับ เสริม และเน้นในด้านใดบ้าง ตนเชื่อมั่นว่าผู้บริหารทุกคนทำได้แน่นอน ทั้งนี้ รัฐบาลมีนโยบายกำหนด 10 อุตสาหกรรม ที่จะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต สอดคล้องกับไทยแลนด์ 4.0 ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ 2.อุตสาหกรรมอิเล็คทรอนิกส์อัจฉริยะ 3.อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ 4.การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ 5.อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารแห่งอนาคต 6.อุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพื่อการอุตสาหกรรม 7.อุตสาหกรรมการบินและการขนส่งขนส่งและการบิน 8.อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ 9.อุตสาหกรรมดิจิทัล 10.อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ซึ่งนโยบายนี้จะต้องอยู่ในใจของผู้บริหารวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อที่จะผลิตคนให้เป็นไปตามทิศทางการพัฒนาประเทศ ซึ่งแต่ละวิทยาลัยต้องหันกลับมาดูตัวเองว่ามีสาขาใดที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมหลักบ้าง และจัดการศึกษาให้ได้ตรงจุด เน้นคุณภาพเป็นสำคัญ รวมถึงได้ย้ำให้ผู้บริหารขับเคลื่อนงานเดิมและงานใหม่ในปีงบประมาณ 2560 ด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การขยายโครงการทวิภาคีให้ครอบคุมทั้งในวิทยาลัยอาชีวะศึกษาของของรัฐและเอกชน และยังให้รายงานผลการดำเนินโครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ของอาชีวศึกษา ที่เข้าไปให้ความรู้ในโรงเรียนของ สพฐ. พร้อมทั้งรวบรวมรายชื่อโรงเรียนที่ได้จับคู่ว่ามีกี่แห่ง และหากมีโรงเรียนใดปฏิเสธการเข้าไปให้ความรู้ก็ให้จดรายชื่อเสนอมายังตนโดยตรง ส่วนโครงการทวิวุฒิ ที่ สอศ.ได้เริ่มความร่วมมือในการจัดการศึกษากับประเทศเกาหลีใต้และประเทศญี่ปุ่นก็ได้ดำเนินการแล้ว

“ในช่วงที่ผ่านมา มีสายลับรายงานผมว่า มีวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั้งรัฐและเอกชน บางแห่งจัดการเรียนการสอนใช้เวลาน้อยกว่าปกติ โดยจัดทั้งภายในสถานศึกษาและนอกที่ตั้ง รวมถึงการออกวุฒิการศึกษาที่เกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ของวิทยาลัย ผมขอเตือนว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ ผู้บริหารทุกคนต้องรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ผมย้ำอยู่แล้วว่าเราต้องยึดคุณภาพ หากกติกาเดิมมันโบราญ ไม่เป็นไปตามที่วิทยาลัยต่องการ ก็ขอให้มาคุยกันเพื่อหาทางแก้ไข
แต่ระหว่างที่ยังไม่ได้แก้ไขก็ขอให้วิทยาลัยอย่าจัดการเรียนการสอนในลักษณะนี้เลย และผู้บริหารต้องคอยตรวจสอบไม่ให้เกิดเรื่องที่ไม่ถูกต้องขึ้น ใครที่ทำอยู่ก็ขอให้หยุดทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผมจะไม่ชี้เป้าใคร เพราะใครที่ทำอยู่ก็คงรู้ตัวดี และกำลังรีบปรับตัว ดังนั้น ผมจึงต้องให้โอกาสเขา ขณะนี้มีระดับอุดมศึกษาบางแห่ง ถูกสังคมมองว่า “จ่ายครบ จบแน่” เพราะรับนักศึกษาเข้ามาจำนวนมากและผลิตออกมาแล้วตกงาน จึงถูกสังคมวิพากษ์วิจารย์จนรัฐบาลต้องใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว เข้าไปแก้ไข แต่ระดับอาชีวะฯยังมีไม่มาก จึงขอให้หยุดทำสิ่งในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง อย่าให้ต้องใช้มาตรา 44 มาดำเนินการเลย” พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว
