ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย บวร โทศรีแก้ว 9 ก.ค. 2560 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/998475

ดูเหมือนว่าจุดจบของ “กองกำลังรัฐอิสลาม” (ไอเอส) ในอิรักและซีเรียใกล้เข้ามาทุกขณะ เพราะฐานบัญชาการใหญ่ทั้งในอิรักและซีเรียจวนถูก “ตีแตก” เต็มแก่
กองกำลังอิรักและพันธมิตรนำโดยสหรัฐฯ ใกล้ยึดเมือง “โมซูล” คืนจากไอเอสได้แล้ว ส่วนเมือง “รักกา” (ร็อกเกาะห์) เมืองหลวงของไอเอสในซีเรียก็เช่นกัน
ห้วงเพลานี้ “ชะตากรรม” ของ นายอาบู บัคร์ อัลบักห์ดาดี ผู้นำสูงสุดของไอเอส วัย 46 ปี จึงถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ คล้ายนายโอซามา บิน-ลาเดน อดีตผู้นำเครือข่ายก่อการร้าย “อัล เคดา” เพราะเขาเป็นผู้ก่อการร้ายที่โลกต้องการตัวมากที่สุด โดยสหรัฐฯตั้งค่าหัวสูงถึง 25 ล้านดอลลาร์ (ราว 875 ล้านบาท)!
ก่อนหน้านี้มีข่าวลือหลายครั้งว่าบักห์ดาดีซึ่งเป็นคนลึกลับสุดๆ จนได้ฉายา “ไอ้ปีศาจ” บาดเจ็บหรือเสียชีวิตแล้ว ล่าสุดเมื่อ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา กองทัพรัสเซียเผยว่า ตนอาจสังหารบักห์ดาดีไปแล้วในการโจมตีทางอากาศถล่มเมืองรักกาเมื่อ 28 พ.ค. แต่ก็ยังไม่มีการยืนยันจากสหรัฐฯ และกลุ่มไอเอสเอง
บักห์ดาดีเกิดในครอบครัวเล็กๆในเมืองซามารา ทางเหนือกรุงแบกแดดในอิรัก มีชื่อเดิมว่า “อิบราฮิม อาวัด อัล-บาดรี” ชอบเก็บ เนื้อเก็บตัวตั้งแต่เด็ก ชาวบ้านรู้แค่ว่าเขาเล่นฟุตบอล เก่ง แม้ต่อมากลุ่มไอเอสจะประกาศว่ากีฬาฟุตบอลเป็นผลิตผลอันชั่วร้ายของพวกตะวันตก
ผลการเรียนของบักห์ดาดีในชั้นมัธยมปลายก็แย่จนเรียนต่อปริญญาตรีสาขากฎหมายไม่ได้ สายตาก็ไม่ดีจนเข้าเป็นทหารในกองทัพไม่ได้ เขาจึงเข้าไปอยู่ในย่านท็อปชิในกรุงแบกแดดเพื่อศึกษาศาสนาอิสลาม
นางโซเฟีย อมารา ผู้เขียนสารคดีเกี่ยวกับบักห์ดาดี เผยว่า แม้เขาจะไม่ฉลาดปราดเปรื่องแต่เป็นคน “อึด” อดทนและทำงานหนัก เป็นนักวางแผนลับ และมีเป้าหมายในชีวิตชัดเจนว่าต้องการทำอะไร
บักห์ดาดีเข้าสู่วงการ “นักรบญีฮัด” และหลังสหรัฐฯนำกองทัพพันธมิตรบุกอิรักโค่นล้มประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน ในปี 2546 เขาได้ตั้งกลุ่มต่อต้านการยึดครองอิรักขึ้น แรกๆไม่ได้ก่อเหตุโจมตีใหญ่ๆอะไร โดยเมื่อถูกจับไปขังคุกในค่ายบักกาของสหรัฐฯ ทางภาคใต้อิรักในเดือน ก.พ.2547 ก็ยังเป็นแค่นักรบญีฮัดระดับ 2 หรือ 3 เท่านั้น
แต่ขณะอยู่ในคุกบักกา ซึ่งได้ฉายา “มหาวิทยาลัยญีฮัด” บักห์ดาดีสั่งสมแนวคิดหัวรุนแรงและมีแววเป็นผู้นำที่โดดเด่น เพราะเป็นนักวางยุทธศาสตร์ที่ฉลาดหลักแหลม จนปลายปี 2547 เขาถูกปล่อยตัวจากคุกบักกาเพราะไร้หลักฐานเอาผิด และปี 2548 หลังออกจากคุก บักห์ดาดีประกาศสวามิภักดิ์ต่อ “อาบู มูซาบ อัล-ซาร์-คาวี” ผู้นำกลุ่ม “อัล เคดาในอิรัก” ที่โหดร้าย ต่อมาซาร์คาวีถูกสังหารในปี 2549 และผู้นำคนต่อมาที่ขึ้นมาแทนถูกสังหารอีกในปี 2553 บักห์ดาดี ก็ผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำกลุ่มอัล เคดาในอิรักแทน
แม้บักห์ดาดีถูกจับอีก 2 ครั้งในปี 2550 และ 2555 แต่ก็ถูกปล่อยตัวอีก เพราะกองกำลังความมั่นคงอิรักยังไม่รู้ว่าเขาคือใคร จากนั้น บักห์ดาดีก็ฟื้นฟูสาขาของกลุ่มอัล เคดา ที่ชื่อว่า “กองกำลังรัฐอิสลามแห่งอิรัก” (ไอเอสไอ) จนแข็งแกร่ง ก่อนแยกตัวเป็นอิสระจากอัล เคดา และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “กองกำลังรัฐอิสลาม” (ไอเอส)

ปี 2556 กลุ่มไอเอสขยายอาณาเขตเข้าไปในซีเรียซึ่งกำลังเกิดกลียุคจากสงครามกลางเมือง ทั้งยังรุกคืบยึดพื้นที่ในอิรักได้เพิ่มกว้างขวาง ก่อนประกาศตั้ง “รัฐอิสลาม (คอลีฟะห์)” ขึ้นที่เมือง โมซูลในปี 2557
ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กลุ่มไอเอสแข็งแกร่งเป็นเพราะบักห์ดาดีสามารถดึงพวกนายทหาร นักรบ และสมาชิกพรรค “บาธ” ของซัดดัม ฮุสเซน ที่คร่ำหวอดการศึกสู้รบเข้ามาร่วมได้ นอกเหนือจากไอเอสมีกลไกโฆษณาชวนเชื่อที่ดีเยี่ยม และมียุทธศาสตร์การสู้รบแบบ “กองโจร” อันโหดเหี้ยมทรงประสิทธิภาพ
แต่ถึงกระนั้น บักห์ดาดีก็ยังทำตัวเป็นคนลึกลับ โลกภายนอกไม่เห็นเขาอีกเลยนับตั้งแต่ประกาศตั้งรัฐอิสลามที่เมืองโมซูลเมื่อ 3 ปีก่อน ข้อบ่งชี้ล่าสุดว่าเขายังมีชีวิตอยู่คือ หลังกองทัพอิรักที่ได้รับการสนับสนุนการโจมตีทางอากาศจากทัพพันธมิตร เริ่มบุกยึดเมืองโมซูลคืนเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว และบักห์ดาดีได้เผยแพร่เทปบันทึกเสียงของตน ปลุกเร้าให้นักรบไอเอสต่อสู้รักษาเมืองโมซูลจนลมหายใจเฮือกสุดท้าย
มีรายงานว่าบักห์ดาดีหนีออกจากเมืองโมซูล เมื่อต้นปีนี้ และมีผู้พบเห็นเขาในหลายพื้นที่ใกล้ชายแดนอิรัก-ซีเรีย แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีข้อยืนยันชัดเจนว่าอยู่ที่ไหน เป็นตายร้ายดีอย่างไร
นางซาจา อัล-ดูไลมี อดีตภรรยาของบักห์ดาดีซึ่งหนีไปอยู่เลบานอน เผยว่า บักห์ดาดี เป็นคนไม่มีเสน่ห์ และไม่ใช่นักพูดดึงดูดใจที่เก่งกาจนัก แค่เป็นผู้ชายที่รักครอบครัวธรรมดาคนหนึ่งซึ่งดีต่อลูกๆ เชื่อว่าปัจจุบันเขามีภรรยา 3 คน คือ นางอัสมา อัล-คูเบย์ซี ชาวอิรัก นางอิสรา อัล-เคย์ซี ชาวซีเรีย และคนล่าสุดเป็นสตรีจากอ่าวอาหรับ
บักห์ดาดียังถูกกล่าวหาว่าข่มขืนผู้หญิงและเด็กสาวที่เขาจับมาเป็น “ทาสกาม” รวมทั้งเด็กสาวชาวเผ่ายาซิดี และ น.ส.เคย์ลา มุลเลอร์ เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ชาวอเมริกัน ซึ่งต่อมาถูกฆ่าทิ้ง
แต่เรื่องราวเหล่านี้เป็นแค่คำบอกเล่า หลายสิ่งหลายอย่างยังเป็นปริศนาว่าจริงหรือไม่!
บวร โทศรีแก้ว