ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/263627
วันอังคาร ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.
เหลือเวลาอีกเพียงสัปดาห์เศษๆ ก็จะเข้าสู่ “เทศกาลสงกรานต์” ซึ่งไม่ใช่เพียงคนที่ไปทำงานต่างถิ่นจะได้กลับไป “รวมญาติ” เฉลิมฉลองยังภูมิลำเนาบ้านเกิดเท่านั้น แต่ยังมี “การเล่นสาดน้ำ”กิจกรรมที่ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติรอคอย เป็น “ไฮไลท์” ตลอดช่วงเวลา 3 วัน“13-15 เมษายน” ของทุกปี ทว่าปีนี้อาจจะ “กร่อย” หลังท่าทีของตำรวจค่อนข้าง “แข็งกร้าว” ย้ำชัดว่าต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่าง “เข้มงวด” โดยเฉพาะ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 14/2560 เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ
บนท้องถนน ดังนั้นต้องไม่มีการ..
เล่นสาดน้ำบนรถกระบะ!!!
เอกสารชุด “ประเพณีสงกรานต์” จัดทำโดย กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวถึงประวัติเทศกาลสงกรานต์ สันนิษฐานว่ารับมาจาก อินเดีย เนื่องจากที่อินเดียมีเทศกาลฉลองปีใหม่ “โฮลี” (Holi) ที่ชาวแดนภารตะจะนำแป้งและสีมาสาดใส่กันอย่างสนุกสนาน นอกจากนี้ คำว่าสงกรานต์ ยังแปลว่า “การเคลื่อนย้าย” ในภาษาสันสกฤต ภาษาที่ใช้ในศาสนาพุทธและพราหมณ์ (ฮินดู) การเคลื่อนย้ายนี้หมายถึงการที่ดวงอาทิตย์ย้ายจากราศีหนึ่งไปอีกราศีหนึ่ง และคนไทยก็ยึดเอาช่วง “จากราศีมีนสู่ราศีเมษ” ยกเป็นช่วง “มหาสงกรานต์” หรือวันขึ้นปีใหม่ไทย

กิจกรรมในวันสงกรานต์ตามการประชาสัมพันธ์ของ วธ. มักเกี่ยวข้องกับ “พระ” เป็นหลัก อาทิ “พระพุทธรูป” โดยทั่วไปนิยมจัดพิธีกรรม “สรงน้ำ” ขึ้นที่วัด แต่ก็มีบางแห่งที่อัญเชิญพระพุทธรูปแห่ไปตามจุดต่างๆ ให้พุทธศาสนิกชนได้สรงน้ำและกราบไหว้บูชา มีการทำบุญตักบาตรถวายแด่ “พระภิกษุสงฆ์” รวมถึงการรดน้ำดำหัว “พระในบ้าน” หมายถึงบิดา-มารดาหรือญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ
ส่วนการเล่นน้ำในวันสงกรานต์ ภาพที่ภาครัฐประชาสัมพันธ์ จะออกไปในทาง “รดน้ำ” ใช้ขันตักค่อยๆ ราด หรือจะใช้วิธี “ประพรม” ด้วยน้ำผสมน้ำอบไทย และเน้นย้ำว่า “ไม่ควร” เล่นกันแบบ “สาดโครมๆ” รวมถึงขอให้แต่งกายอย่างเหมาะสม ไม่เล่นสนุกจนเกินขอบเขต
การส่งเสริม “สงกรานต์ที่พึงประสงค์” ของภาครัฐ จึงกลายเป็น “ภาพจำ” สำหรับใครหลายคน และเป็นที่มาของ “ดราม่า” ทุกปีเสมอว่า ระหว่างฝ่ายหนึ่งที่มองว่า สงกรานต์สมัยนี้ “เลวร้าย” เล่นกันผิดเพี้ยนไปมาก “ไม่งดงาม” อย่างเช่นในอดีต บางคนเรียกร้องให้รัฐบาล “ยกเลิก” ไปเสียเลย เพราะยิ่งจัดยิ่งมีแต่ปัญหา ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง ตั้งคำถามย้อนกลับไปยังฝ่ายแรกว่า “แน่ใจหรือ?” ว่าสงกรานต์สมัยก่อนแตกต่างจากทุกวันนี้
ซึ่งผู้สนับสนุนฝ่ายหลัง..มักอ้างถึง “เกร็ดประวัติศาสตร์” ที่ถูกมองว่าเป็น “กระแสรอง” ที่ระบุว่า การละเล่นช่วงสงกรานต์ในลักษณะ “สุดเหวี่ยง” ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น หากแต่มีมานานแล้ว อาทิ เรื่องเล่าจาก สุจิตต์ วงษ์เทศ นักประวัติศาสตร์และนักเขียนชื่อดัง ที่เขียนบทความ “การละเล่นสงกรานต์ ละเมิดข้อห้าม ขบถจารีตประเพณี ปลดปล่อยผ่อนคลายความตึงเครียด” ลงในเว็บไซต์ส่วนตัว http://www.sujitwongthes.com กล่าวถึงกิจกรรมวันสงกรานต์ “แบบบ้านๆ” ที่ต่างจากการนำเสนอของรัฐอย่างสิ้นเชิง..
อาทิ “นักบวช” ที่ยามปกติต้องวางตน “สำรวม” ทว่าเมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ พระภิกษุสงฆ์และสามเณรจะมาร่วมแข่งเรือ แข่งเกวียน รวมถึงเล่นสาดน้ำกับชาวบ้านอย่างสนุกสนาน ดังบันทึกของ“เสฐียรโกเศศ” พระยาอนุมานราชธน ที่บรรยายเอาไว้ว่า..

“..ถือขันน้ำเร่ขึ้นกุฏิเพื่อสรงน้ำหลวงพี่ ด้วยปะเหมาะหลวงพี่ไม่ทันรู้ตัว ได้ยินเสียงโครมครามเหมือนมีโจรขึ้นปล้น ยังไม่ทันรู้ว่าเรื่องอะไรก็พอดีถูกสาดน้ำเข้าโครมใหญ่ ดีมิดีที่นอนหมอนมุ้งถูกน้ำสาดเปียกหมด ตอนนี้ไม่ใช่สรงน้ำพระ แต่เป็นเรื่องสาดน้ำพระ…”
เช่นเดียวกับ “ผู้หญิง-เด็ก-ผู้ใต้ปกครอง” คนเหล่านี้ในยามปกติมีสถานะเป็น “ผู้น้อย” ต้องระมัดระวังความประพฤติ กิริยามารยาทต่างๆ แต่ในวันสงกรานต์จะเป็นโอกาส “ปลดปล่อย” ระบายความเครียดแบบ “จัดเต็ม” อาทิ ผู้หญิงเป็นฝ่ายสาดน้ำประแป้งผู้ชายก่อน รวมถึงยอมให้ผู้ชายถูกเนื้อต้องตัวได้ ตราบเท่าที่ยัง “ไม่เลยเถิด” ไปถึงขั้น “ลวนลาม” หรือล่วงละเมิดทางเพศ
หรือในบันทึกของ เสฐียรโกเศศ ที่บอกเล่าถึงเรื่องราวในอดีตของ พม่า (เมียนมา) ประเทศที่มีวัฒนธรรมสงกรานต์สาดน้ำมาช้านานเช่นเดียวกับไทย ว่า ในช่วงวันสงกรานต์ ชาวบ้านจะนำน้ำมาไล่สาดใส่เจ้าเมืองหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อย่างสนุกสนาน ซึ่งการทำแบบนี้จะมีโทษถึงขั้น “ประหารชีวิต” หากเกิดขึ้นในวันปกติ
สุจิตต์ จึงสรุปว่า การละเล่นช่วงเทศกาลสงกรานต์ เป็น “กุศโลบาย” เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดในสังคมที่บุคคลมีสถานะทางชนชั้นแตกต่าง มีระดับความ “เหลื่อมล้ำต่ำสูง”ไม่เท่ากัน โดยในช่วงสงกรานต์ จะอนุญาตให้ผู้น้อยสามารถ“ล้อเล่น” กับผู้ใหญ่ได้โดยไม่ถือว่าเสียมารยาท
“การละเล่นในวันสงกรานต์ จึงเป็นพิธีกรรมต่อต้านข้อห้ามระเบียบกฎเกณฑ์ที่สังคมกำหนดไว้ โดยเฉพาะระหว่างความสัมพันธ์ของผู้หญิง-ผู้ชาย, ผู้น้อย-ผู้ใหญ่ และพระสงฆ์-ฆราวาส เป็นการต่อต้านที่ไม่เพียงเป็นที่ยอมรับจากสังคมเท่านั้น ยังได้รับการสนับสนุนให้ปฏิบัติอีกด้วย พิธีกรรมที่ขบถต่อระเบียบทางสังคมนี้ มีบทบาททางสังคมอย่างยิ่งที่ทำให้ความกดดันและความขัดแย้งในสังคมคลี่คลายระบายออก เพื่อสังคมจะกลับสู่ภาวะปกติสุขเช่นเดิมได้อีก” สุจิตต์ กล่าวไว้ในบทความ

หรือเรื่องเล่าของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เขียนบทความ “สงกรานต์ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นใหม่” ลงในเว็บไซต์ midnightuniv.org โดยเล่าว่า ตนเกิดและโตทันสมัยที่ จอมพล ป.
(แปลก) พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่ง จอมพล ป.“ไม่ชอบ” การเล่นสาดน้ำ จึง “ไม่ส่งเสริม” ให้มีการละเล่นดังกล่าว ทำให้ “สงกรานต์เมืองกรุง” บรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงาทว่าต่อมาเมื่อตนย้ายไปอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ พบว่า สงกรานต์ของชาวเชียงใหม่ “ตรงข้าม” กับภาพในกรุงเทพฯ กล่าวคือ มีการเล่นสาดน้ำกันอย่าง “หนักหน่วง” ไปทั่วเมือง และเล่นติดต่อกันหลายวัน ซึ่ง นิธิ กล่าวว่า สงกรานต์ใน จ.เชียงใหม่ ได้กลายเป็น “ต้นแบบ” ให้จังหวัดอื่นๆ เอาอย่างบ้าง เพราะเล็งเห็นตัวเลข “เม็ดเงิน” มหาศาลที่มาจากความชื่นชอบในกิจกรรมนี้ของบรรดานักท่องเที่ยว
นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ผู้นี้ ให้ข้อสรุปว่า ประเพณีสงกรานต์กลายเป็น “สิ่งประดิษฐ์” ทั้งในช่วงหนึ่งที่พยายามส่งเสริมให้เป็นเทศกาลท่องเที่ยวประจำปี ให้มีการเฉลิมฉลองเล่นสนุกกันอย่างเต็มที่ เพื่อหวัง “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” และต่อมาก็พยายามจัดระเบียบด้วยหลากหลายมาตรการ โดยยกประเด็น “ความปลอดภัย” รวมถึงเพื่อ “รักษาวัฒนธรรมอันดีงาม” ขึ้นมาเป็นสาเหตุ
ซึ่งเรื่องเล่าของ นิธิ ก็ไปสอดคล้องกับ “ตัวเลขเศรษฐกิจ” ที่แม้บางปีจะมีเหตุความวุ่นวายทางการเมือง มีการชุมนุมประท้วง ทว่าเมื่อถึงช่วงสงกรานต์ สถานการณ์กลับ “สงบเรียบร้อย” ความรุนแรงถูกหยุดลงชั่วขณะ ผู้คนทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ออกมาเล่นสาดน้ำอย่างสนุกสนานทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ ส่งผลให้มีจำนวนเงินสะพัด “หลักหมื่นล้านบาท” ตลอดเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี
ทั้งหมดนี้เป็น “ข้อมูลอีกด้านหนึ่ง” ของประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของการเล่นสาดน้ำในช่วงสงกรานต์ของไทย อนึ่ง…หากย้อนไปดูทุกปีที่ผ่านมา เมื่อใกล้เทศกาลสงกรานต์ ตำรวจและรัฐบาลมักจะต้องออกท่า “ขึงขัง” ไว้ก่อนเสมอ แต่เมื่อถึงวันจริง ภาพของการเล่นสาดน้ำบนท้ายรถกระบะจนการจราจรติดขัด และภาพของคนทุกเพศทุกวัยเต้นรำอย่างสนุกสุดเหวี่ยงเคล้าเสียงเพลงที่เปิดจากซุ้มเครื่องเสียงริมถนน ก็ยังเป็นสิ่งที่พบเห็นได้เช่นเดิม
รวมถึง “ตำรวจ-ทหาร” ที่มาปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยตามจุดต่างๆ มักกลายเป็น “เป้าหมาย” ที่ประชาชนจะขอ “ประแป้ง” จนขาวโพลนไปทั้งหน้า ช่างดู “คล้าย” กับเรื่องเล่าข้างต้นอย่างยิ่ง จะต่างก็แต่เพียงเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปเท่านั้น จากรถจี๊ป-รถบรรทุก ก็กลายมาเป็นรถกระบะ จากขันน้ำก็เปลี่ยนเป็นมาปืนฉีดน้ำ เป็นต้น ทั้งนี้หากมองจากกระแส “ทั้งชมทั้งค้าน” ของประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์ อาทิ ประเด็นห้ามนั่งท้ายรถกระบะ ภาครัฐในฐานะผู้ออกนโยบาย ก็น่าจะ “ถามกันตรงๆ” เอาให้ชัดไปเลยว่าคนไทยยุคนี้..
จะเอาอย่างไร?…ยังอยากให้เล่นต่อไปได้หรือไม่?
