ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/264440

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘กำแพงเมืองฉะเชิงเทรา’ ปราการแห่งอานามสยามยุทธ
รัชกาลที่ 3
วันอนุรักษ์มรดกไทย 2 เมษายน ที่ผ่านมานั้นได้ติดตามงานการอนุรักษ์ที่กรมศิลปากรให้สำนักศิลปากรแต่ละในพื้นที่ดูแลมรดกของแผ่นดิน ซึ่งทั้งจัดงบและทำการอนุรักษ์อย่างต่อเนื่องมาทุกปี สำหรับการอนุรักษ์ในแต่ละพื้นที่นั้น นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ได้ให้ความสำคัญกับพื้นที่ทุกแห่งถึงการบูรณาการงานและร่วมกันอนุรักษ์จนรู้สึกได้ถึงทุกคนมองเห็นความสำคัญของมรดกชาติในท้องถิ่นมากขึ้น
อาทิตย์นี้ได้ไปชมการอนุรักษ์กำแพงเมืองฉะเชิงเทรา ซึ่งก่อสร้างขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เมื่อพ.ศ.2377โดยโปรดเกล้าฯให้ กรมหลวงรักษรณเรศร์ เป็นแม่กองคุมการก่อสร้าง ป้อมและกำแพงเมืองขึ้นจากเหตุจากการที่พระองค์ได้เสด็จยกทัพปราบขบถฝ่ายเวียงจันทน์แล้วเกิดการขบถเขมรขึ้น โดยเขมรนั้นได้ชักจูงญวนเข้ามาพัวพันด้วยจนเกิดการสู้รบขึ้นกับญวนในสงครามอานามสยามยุทธ เมื่อพ.ศ.2376-2390 ดังนั้นเพื่อสร้างแนวป้องกันบ้านเมืองพระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างและเสริมป้อมขึ้นหลายแห่งตามปากแม่น้ำสำคัญๆพร้อมกับตั้งเมืองป้อมเพื่อป้องกันข้าศึกทางทะเลพร้อมกับป้องกันเมืองทางแม่น้ำบางปะกงแห่งนี้ด้วย

ป้อมเมือง
ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์นั้นชาวจีนที่หลั่งไหลเข้ามามากขึ้น ซึ่ง จอห์น ครอว์เฟิร์ด ผู้เดินทางเข้ามาสมัยรัชกาลที่ 2 กล่าวว่า เรือสำเภาที่บรรทุกสินค้าไปขายจะบรรทุกคนจีนเข้ามาถึงลำละ 1,200 คน และด้วยเหตุที่บ้านเมืองมีความต้องการแรงงานชาวจีนจำนวนมากเพื่อใช้ในการก่อสร้าง เช่น การขุดคลองตั้งแต่หัวหมากไปถึงบางขนาก เมื่อปี พ.ศ.2380 หรือคลองแสนแสบรวมไปถึงการสร้างถาวรวัตถุต่างๆ ทั้งปราสาทพระราชวังและวัดวาอาราม ด้วยชาวจีนผู้อพยพส่วนหนึ่งนั้นมีช่างฝีมือหรือผู้ชำนาญการงานช่างหลากหลาย เช่น กลุ่มช่างฝีมือชาวจีนแคะมาจากตำบลถงอัน มณฑลฝูเจี้ยนที่อพยพเข้ามาในรัชกาลที่ 3 มีช่างก่ออิฐ ช่างทำอิฐช่างต่อเรือ ช่างไม้ การเดินเรือและทำน้ำตาล เป็นต้น โดยเฉพาะการปลูกอ้อยได้มีกิจการทำน้ำตาลส่งออกมาก่อนแล้วในสมัยรัชกาลที่ 2 พ.ศ.2353 นั้นมีน้ำตาลส่งออกได้กว่า 6,000 หาบ ภายหลังจากมีการทำสนธิสัญญาเบอร์นี่ พ.ศ.2369 ในสมัยรัชกาลที่ 3 จึงมีการส่งออกน้ำตาลในปริมาณมากขึ้นในปีพ.ศ.2387 นั้นมีน้ำตาลส่งออกถึง 110,000 หาบ โดยมีอเมริกาและอังกฤษเป็นลูกค้าสำคัญ
ดังนั้นความสัมพันธ์ไทยกับจีนจึงมีอิทธิพลด้านทางการเมือง เศรษฐกิจ และงานศิลปกรรม เป็นอย่างมากบริเวณลุ่มแม่น้ำบางปะกงนั้นเป็นพื้นที่ไร่อ้อยและเป็นแหล่งผลิตน้ำตาล ข้าว ผลเร่ว ใบจาก และพืชผลอื่นๆมีฐานะเป็นเมืองหน้าด่านป้องกันชายฝั่งทะเลตะวันออกเนื่องมาจากสงครามระหว่างไทยและเวียดนาม หรือสงคราม อานามสยามยุทธ ที่ใช้เวลาถึง 14 ปี จนต้องสร้างป้อมปราการและขุดคลองจากหัวหมากไปบางขนาก เป็นเส้นทาง ลำเลียงกองทัพ และเป็นค่ายพักระหว่างทางของกองทัพ

ปืนใหญ่รักษาเมือง
แต่ก็มีเหตุรุนแรงจากเงื่อนไขของยุคสมัยซึ่งทำให้เกิดจีนตั้วเหี่ย เมืองฉะเชิงเทรา หรือการจลาจลของชาวจีนเมื่อปี พ.ศ.2391 โดยอ้ายจีนเสียงทอง จีนบู๊คบคิดกันตั้งตัวเป็นจีนตั้วเหี่ยเข้าปล้นเมืองฉะเชิงเทรา สังหารพระยาวิเศษฦาไชย (บัว) เจ้าเมืองฉะเชิงเทราตายในที่รบกำแพงและตัวเมืองฉะเชิงเทราจึงถูกพวกตั้วเหี่ยหรืออั้งยี่บุกเข้ายึดครอง ต่อมาจีนตั้วเหี่ยหรือจีนอั้งยี่นี้ได้ถูกกองทัพหลวง ซึ่งมีเจ้าพระยาพระคลังและเจ้าพระยาบดินทรเดชาเป็นแม่ทัพยกกำลังไปปราบได้สำเร็จที่นำไปสู่การปราบปรามขั้นเด็ดขาด ในขณะที่ชาวสยามนั้นสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนแบบว่ากำลังรุ่งเรืองภายใต้เศรษฐกิจการส่งสินค้าออกจนมีเงินถุงแดงเก็บในท้องพระคลังนั้นแหละ ด้วยเหตุนี้กำแพงเมืองฉะเชิงเทรา จึงถูกสร้างขึ้นแตกต่างจากป้อมกำแพงในที่อื่นและมีประวัติการมากกว่าการรักษาเมือง ปัจจุบันกำแพงเมืองนี้ยังรักษาไว้เป็นเครื่องเตือนสติและเรื่องราว สู้รบในสงครามอานามสยามยุทธและจีนตั้วเหี่ยในรัชกาลที่ 3 ด้านหน้ากำแพงนั้นจัดเป็นสวนสาธารณะริมแม่น้ำบางปะกง ถือเป็นแลนด์มาร์คประวัติศาสตร์ของเมืองที่ชาวฉะเชิงเทราลืมไม่ได้เลย

หลุมขุดตรวจ

แนวกำแพงเมืองด้านใน (2)

แนวกำแพงเมืองด้านใน

ป้อมและกำแพงเมือง

ภาพร่างป้อมและกำแพง