‘ห้ามนั่งท้ายกระบะ-แค็บ’ บทเรียนราคาแพงถึงทุกรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/264592

‘ห้ามนั่งท้ายกระบะ-แค็บ’ บทเรียนราคาแพงถึงทุกรัฐบาล

‘ห้ามนั่งท้ายกระบะ-แค็บ’ บทเรียนราคาแพงถึงทุกรัฐบาล

วันจันทร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“..กฎหมายที่ดีควรสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสังคม..”

นี่คือ “คำสอน” ว่าด้วยการออกกฎหมาย รวมถึง “ดุลพินิจ” ในการบังคับใช้กฎหมาย จำเป็นต้องพิจารณาให้ “รอบคอบ” ว่าผู้อยู่ใต้ปกครองสามารถปฏิบัติตามได้จริงหรือไม่? หาไม่แล้ว..กฎหมายที่ออกมา หากไม่ถูก “ละเลย” เสมือนเรื่องนั้นไม่เคยมีบทบัญญัติ ก็คงถูก “ต่อต้าน” อย่างหนักเพราะผู้ใต้ปกครองเดือดร้อนจนยอมรับไม่ได้

ดังกรณี “ห้ามนั่งท้ายรถกระบะและนั่งในแค็บ” ที่เป็นประเด็นร้อนข้ามเดือน มุมหนึ่ง ภาครัฐมองว่าต้องทำเพื่อ “ความปลอดภัย” ของประชาชน ถึงขนาดที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยท่านนายกรัฐมนตรี “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจในฐานะหัวหน้า คสช. ออกคำสั่งที่“14/2560” เพื่อเน้นให้เจ้าหน้าที่-เจ้าพนักงานรัฐทุกภาคส่วน “เคร่งครัด” ในการบังคับใช้กฎหมายจราจร เน้น “รัดเข็มขัดทุกที่นั่ง” ทว่าใน อีกมุมหนึ่ง บางเรื่องที่ประชาชน “เคยชิน” จนกลายเป็น “วิถีชีวิต” ย่อมเป็นธรรมดาที่จะเกิดกระแสไม่พอใจไปทั่วประเทศ

ประเด็นห้ามนั่งท้ายรถกระบะและนั่งในแค็บ ถูกพูดถึง “ครั้งแรก” ในช่วงหลังเทศกาลส่งท้ายปีเก่า 2559-ต้อนรับ
ปีใหม่ 2560 หลังเกิดเหตุรถตู้โดยสารเส้นทางกรุงเทพฯ-จันทบุรี พุ่งข้ามเลนไปชนประสานงากับรถกระบะ ในพื้นที่ จ.ชลบุรี จนเกิดเพลิงไหม้รถทั้ง 2 คัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 25 ศพ เมื่อวันที่ 2 ม.ค.2560 ที่ผ่านมา ในครั้งนั้น..นอกจากจะพูดถึงการนำรถ “มินิบัส” มาวิ่งแทนรถตู้ในกรณีเส้นทางค่อนข้าวยาวแล้ว ยังมีการพูดถึงกรณีรถกระบะบรรทุกคนในกระบะท้ายเป็นจำนวนมาก เมื่อเกิดอุบัติเหตุจึงมีความสูญเสียมากไปด้วย

โดยเฉพาะท่าที “ขึงขัง” เป็นพิเศษของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่กล่าวว่า “..รถทั้ง 2 คัน บรรทุกผู้โดยสารมาเยอะก็ต้องเข้มงวดต่อไป รถมีกี่ที่นั่งต้องนั่งตามนั้น รถปิกอัพก็เช่นกัน กระบะท้ายนั่งไม่ได้เพราะใช้บรรทุกสิ่งของ ไม่ใช่นำคนไปนั่ง หากเกิดอุบัติเหตุ โอกาสรอดน้อย ต่อไปคงต้องเข้มงวดมากขึ้น..”

แน่นอนว่าทันทีที่คำพูดของ พล.อ.ประวิตร ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อออกไป แม้ความเป็นจริง “ไม่ใช่เรื่องใหม่” เพราะมีกฎหมายมานานแล้ว คือ พ.ร.บ.จราจรทางบก 2522 มาตรา 20 ที่ระบุว่า..

..ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถบรรทุกคน สัตว์ หรือสิ่งของต้องจัดให้มีสิ่งป้องกันมิให้คน สัตว์ หรือสิ่งของที่บรรทุกตกหล่น รั่วไหล ส่งกลิ่น ส่องแสง สะท้อนหรือปลิวไปจากรถ อันอาจก่อเหตุเดือดร้อน รำคาญ ทำให้ทางสกปรก เปรอะเปื้อน ทำให้เสื่อมเสียสุขภาพอนามัยแก่ประชาชน หรือก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน..

และใน มาตรา 148 ยังกำหนดบทลงโทษ “ปรับไม่เกิน 500 บาท” สำหรับผู้ฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าว แต่ก็เป็นเรื่องจริงเช่นกัน ที่รัฐบาลไทย “อะลุ้มอล่วย” ผ่อนปรนให้คนไทยใช้รถกระบะอย่าง “สารพัดประโยชน์” บรรทุกทั้งคน สัตว์ สิ่งของ มานานหลายสิบปี ซึ่งอาจเป็นเพราะเพื่อ “บรรเทาผลกระทบ” ประชาชนโดยเฉพาะ“คนต่างจังหวัด” ที่ระบบขนส่งมวลชนไม่สะดวกครอบคลุม ทำให้รถกระบะกลายเป็นพาหนะยอดนิยมของคนไทย

ดังข้อมูลจาก กรมการขนส่งทางบก ที่ระบุว่า ปี 2559 ที่ผ่านมา มีรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล หรือรถกระบะ จดทะเบียนรวม 245,437 คัน แบ่งเป็น กทม. 81,935 คัน และต่างจังหวัด 163,502 คัน ส่วน “รถเก๋ง” รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน จดทะเบียนรวม 552,947 คัน แบ่งเป็น กทม. 287,968 คัน และต่างจังหวัด 264,979 คัน

รวมถึงเมื่อไปดูยอดจดทะเบียนรถยนต์สะสม พบว่า หากนับถึงสิ้นปี 2559 มีรถกระบะจดทะเบียนในไทยทั้งสิ้น 6,277,527 คัน แบ่งเป็น กทม. 1,282,212 คัน และต่างจังหวัด 4,995,315 คัน ส่วนรถเก๋งมีทั้งสิ้น 8,197,012 คัน แบ่งเป็น กทม. 4,001,423 คัน และต่างจังหวัด 4,195,589 คัน

ชี้ให้เห็นว่า รถกระบะเป็น “ขวัญใจคนภูธร” จากสถิติการจดทะเบียนในต่างจังหวัด ตรงข้ามกับ “ชาวนครบาล”
คนกรุงเทพฯ ที่มียอดจดทะเบียนรถเก๋งมากกว่า ทำให้เมื่อมีการ “จุดประเด็น” ห้ามนั่งท้ายรถกระบะและนั่งในแค็บ ขึ้นมาใหม่ช่วงปลายเดือน มี.ค. 2560 “เสียงค้าน-แรงต้าน” จากประชาชนจึงค่อนข้างรุนแรง

ไล่ตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 24 มี.ค. เมื่อมีรายงานข่าวว่า “เสธ.ไก่อู” พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานแถลงข่าวมาตรการลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยตอนหนึ่งระบุว่า “นำโอ่งนำถังขึ้นท้ายกระบะได้..แต่ห้ามคนนั่ง” แทบจะทันทีที่ข่าวถูกเผยแพร่ออกไป ประชาชนจำนวนมากแสดงความไม่พอใจเพราะการใช้รถกระบะตระเวนเล่นสาดน้ำช่วงสงกรานต์ เป็นประเพณีที่ทำมานานหลายสิบปี รวมถึงการเดินทางกลับภูมิลำเนา หลายคนเลือกที่จะ “หารค่าน้ำมัน”โดยสารกันไปด้วยรถกระบะเพียงคันเดียว

ดีกรีความ “เดือด” ยังเพิ่มขึ้นอีก เมื่อ พล.ต.ท.วิทยา ประยงค์พันธุ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ออกมา “ย้ำ” อีกครั้งในวันที่ 25 มี.ค.โดยระบุว่า “ไม่อนุญาตให้นั่งท้ายกระบะเด็ดขาดในกรณีวิ่งบนถนนสายหลัก” อนุญาตเพียงในหมู่บ้าน ถนนสายรอง หรือพื้นที่เล่นสาดน้ำเท่านั้น ประชาชนจึงตั้งคำถามว่า “ไม่ให้นั่งบนถนนสายหลัก แล้วจะเดินทาง
ไปยังพื้นที่เล่นสาดน้ำได้อย่างไร?” ด้วยอารมณ์โกรธ

กระแสคัดค้านห้ามนั่งท้ายรถกระบะ ยังลามไปหา “นายกฯ ประยุทธ์” หลังจากเมื่อ 28 มี.ค. พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวรณรงค์ให้สุภาพสตรีที่จะออกไปเล่นสาดน้ำในวันสงกรานต์ “อย่าแต่งตัวเปิ๊ดสะก๊าด” ในโลกออนไลน์ก็มีการนำข้อมูลของ สำนักงานราชบัณฑิตสภา (ราชบัณฑิตสถาน) ที่ระบุว่า เปิ๊ดสะก๊าดเป็นการ “ฟังเพี้ยน”ของคนไทยสมัยก่อน จากภาษาอังกฤษคำว่า “First Class” หมายถึง “ชั้นหนึ่ง-ดีที่สุด” มาล้อเลียนว่า “ลุงตู่” กำลังจะบอกสาวๆ อย่าแต่งตัว “หรูหรามีระดับ” ไปเล่นสาดน้ำใช่หรือไม่?

แม้ในวันเดียวกัน พล.ท.สรรเสริญ จะแถลงข่าว “เปิดใจ” ยืนยันว่าตนไม่มีเจตนาห้ามประชาชนนั่งท้ายรถกระบะเล่นสาดน้ำช่วงสงกรานต์ หากแต่เป็นความเข้าใจ“คลาดเคลื่อน” ของสื่อบางสำนัก และรู้สึก “เสียดาย” ที่ประชาชนมองเป็น “เรื่องตลก” ทั้งที่รัฐบาล “หวังดี” อยากลดจำนวนผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุ ทว่าวันที่ 29 มี.ค. ท่าทีของ พล.ต.ท.วิทยา ยังคงยืนยันว่า “ต้องไม่มีการนั่งท้ายรถกระบะทุกกรณี” หากพบจะดำเนินการ “จับปรับ” แน่นอน

รวมถึงวันที่ 31 มี.ค. ผู้เคยจุดประเด็นนี้ทิ้งไว้อย่าง พล.อ.ประวิตร กลับมา “เรียกแขก” อีกครั้ง ด้วยการ “โยง” เหตุการณ์คนร้ายลอบยิงตำรวจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เข้ากับการนั่งรถกระบะของประชาชน ว่า “..ยังมีผู้ไม่หวังดีพยายามก่อเหตุ โดยใช้วิธีการนั่งท้ายรถกระบะมาก่อเหตุ แต่เมื่อรัฐบาลสั่งห้ามนั่งท้ายรถกระบะแล้วก็มาต่อว่า มาโกรธ เพราะขนาดโจรยังใช้วิธีการนั่งรถท้ายกระบะมายิงเจ้าหน้าที่จนเสียชีวิต แล้วแบบนี้จะเลือกเข้าข้างใคร..”

ก็ทำให้ประชาชนตั้งคำถามว่า “2 เรื่องนี้เกี่ยวกันหรือไม่?” และแม้วันที่ 3 เม.ย. “บิ๊กป้อม” คนเดิม จะ “กลับลำ” อนุโลมให้นั่งท้ายกระบะในถนนสายรองได้ก็ตาม แต่กระแส “เกรี้ยวกราด” ของประชาชนยังไม่หยุด เนื่องจากท่าทีของ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังคงกล่าวในวันที่4 เม.ย. ว่าจะ “ไม่มีการอนุโลมใดๆ ทั้งสิ้น” หากประชาชนยังนั่งท้ายรถกระบะก็จะต้องถูกจับ-ปรับ

แล้วก็มาถึง “จุดแตกหัก” ในวันที่ 5 เม.ย. “ดีเดย์” มาตรการจับ-ปรับคนนั่งท้ายรถกระบะและนั่งในแค็บ มีรายงานว่า
หลายคนโดน “ใบสั่ง” กระแสต่อต้านถูก “โหมกระพือ” ไปทั่ว ดารา คนดังในแวดวงต่างๆ ร่วมแสดงความเห็น “ประท้วง” อย่างต่อเนื่อง ไม่เว้นแม้แต่ “ตำรวจ” ผู้บังคับใช้กฎหมาย บางส่วนก็ยัง “ส่ายหัว” ไม่เอาด้วยกับมาตรการนี้อย่างเปิดเผยแม้อาจกระทบต่อหน้าที่การงาน

จนทุกอย่าง “คลี่คลาย” เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจสั่งให้ “ชะลอ” เรื่องนี้ออกไปก่อน “หลังสงกรานต์” ค่อยมาว่ากันใหม่ โดยระหว่างนี้ อนุญาตให้นั่งในแค็บได้ รวมถึงนั่งท้ายกระบะได้ แต่ต้องนั่งไม่เกิน 6 คน และไม่นั่งบนขอบกระบะ ขณะที่ พล.อ.ประวิตร “ยืดอกรับ” บอกว่าตนเองเป็นผู้เสนอแนวคิดดังกล่าว แต่ถ้าประชาชนไม่ต้องการตนและรัฐบาลก็ไม่ว่าอะไร

กูรูรถยนต์ชื่อดัง พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ โพสต์ข้อความในแฟนเพจของตน “ยิ่งรัก ยิ่งลุ่มหลง” เปรียบเทียบกรณีประชาชนคัดค้านการห้ามนั่งท้ายรถกระบะและนั่งในแค็บ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการรัดเข็มขัดทุกที่นั่งในรถของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ว่าคล้ายกับกรณี “นิรโทษสุดซอย” สมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยซึ่งมี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ที่เป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ให้ประชาชนออกมาประท้วงขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ในเวลาต่อมา

นี่จึงเป็น “บทเรียน” ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ต้องตระหนัก นโยบายต่างๆ ในอนาคต ทั้งกรณีห้ามนั่งท้ายรถกระบะและนั่งในแค็บที่อาจจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกในภายหลัง รวมถึงอีกหลายประเด็น อาทิ มอเตอร์ไซค์กับการเรียกร้องสิทธิในการขึ้นสะพาน-ลอดอุโมงค์ การสร้างโรงไฟฟ้า เขตเศรษฐกิจพิเศษ ฯลฯ ว่า การออกกฎหมายหรือมาตรการใดๆ จะต้องผ่านกระบวนการ “มีส่วนร่วม” พิจารณาจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ “ภาคประชาชน” ที่จะต้อง “รับภาระ” ปฏิบัติตามกฎหมายหรือมาตรการที่กำหนดนั้น

อนึ่ง..มาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กำหนดให้การออกกฎหมายใดๆ รัฐต้องรับฟังความเห็นของผู้เกี่ยวข้องมีส่วนได้ส่วนเสีย จนได้ข้อสรุปเสียก่อนพร้อมเปิดเผยให้ประชาชนรับรู้ด้วย ฉะนั้นนอกจากรัฐบาล คสช. แล้ว รัฐบาลชุดต่อไปที่จะมาแทนหลังมีการเลือกตั้งก็ต้องยึดหลักการนี้เช่นกัน เพราะหาก “ฝืน” ทำในสิ่งที่ “ขัดความรู้สึก” ของประชาชนมากเกินไป ไม่ว่ารัฐบาลจะมีที่มาแบบใด ก็อาจ “จบ” แบบสุภาษิตโบราณที่ว่า..

น้ำพยุงเรือให้ลอยได้ฉันใด..น้ำก็คว่ำเรือให้จมได้

ฉันนั้น!!!

Leave a comment