คปต.ส่วนหน้าอีกความหวัง’ดับไฟใต้’ น้อมนำ’เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’เป็นหลักปฏิบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243511

คปต.ส่วนหน้าอีกความหวัง'ดับไฟใต้' น้อมนำ'เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา'เป็นหลักปฏิบัติ

คปต.ส่วนหน้าอีกความหวัง’ดับไฟใต้’ น้อมนำ’เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’เป็นหลักปฏิบัติ

วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 09.49 น.

เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้จะมีแนวโน้มของสถานการณ์ความรุนแรงลดลงมาตามลำดับก็ตาม แต่ยังถือเป็นอีกหนึ่งวาระเร่งด่วนของรัฐบาล ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่มีความตั้งใจจริงต่อการดับไฟใต้ให้มอดดับสนิท

จึงเห็นพ้องกับแนวคิดของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนหน้า(คปต.สน.) ที่เป็นอดีตแม่ทัพภาค4 ทำงานความมั่นคง ในพื้นที่จำนวน 13 คนขึ้น เพื่อทำหน้าที่ประสานงาน ติดตามและเร่งรัด ทุกกระทรวง ทบวง กรม ในการแก้ปัญหาภาคใต้ และ เพื่อเป็นตัวแทน ทั้งพล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร ในการลงพิ้นที่อีกด้วย

โดย พล.อ.ประยุทธ์ มอบให้ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล และ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษฯ  เนื่องด้วยที่ผ่านมา

พล.อ.สุรเชษฐ์ นั้น ได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประยุทธ์ ให้ลงพื้นที่ไปแก้ปัญหาด้วยการใช้กีฬาและการศึกษา โดยลงใต้ทุกสัปดาห์ มาอย่างต่อเนื่อง และตั้ง “ศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ( ศปบ.จชต.)” หรือ “กระทรวงศึกษาธิการส่วนหน้า” (ศธ.สน.) ไว้ที่ จ. ยะลา อยู่แล้วด้วย

ทั้งนี้ พล.อ.อุดมเดช ได้เรียกประชุมคณะผู้แทนพิเศษ เต็มคณะครั้งแรกไปแล้วเมื่อ 6 ต.ค.2559 ที่ผ่านมาที่กระทรวงกลาโหม เพื่อแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบแล้ว ซึ่งทำให้การทำงานมีลักษณะ คล้าย และถูกเรียกว่า “ครม.ส่วนหน้า” และให้แยกย้ายกันเริ่มงานทันที โดยในกลุ่มภารกิจงานที่ 1 งานรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มี พล.อ.ปราการ ชลยุทธ์ อดีตแม่ทัพภาค4 ดูแล และติดตามงานของ กระทรวงกลาโหม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกองอำนวยการรักษาความมั่นภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)

กลุ่มภารกิจที่ 2 งานอำนวยความยุติธรรมและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ มี พล.อ.สกล ชื่นตระกูล ดูแลและติดตามงานของ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงพัฒนาสังคมฯ และ พล.ต.ท.ไพฑูรย์ ชูชัยยะ ติดตามงานของ กระทรวงแรงงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานอัยการสูงสุด

3. งานสร้างความเข้าใจทั้งในและต่างประเทศ เรื่องสิทธิมนุษยชน มี พล.อ.มณี จันทร์ทิพย์ ติดตามงานของ กระทรวงต่างประเทศ สำนักนายกฯ และ กรมประชาสัมพันธ์

4. งานการศึกษา ศาสนาและศิลปวัฒนธรรม  พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ เป็นผู้รับมอบงานในการติดตามงานของ ศธ.และ “บิ๊กเอียด” พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์  อดีตแม่ทัพภาค4 ติดตามงานของ กระทรวงวัฒนธรรม และ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

5. งานพัฒนาตามศักยภาพของพื้นที่และคุณภาพชีวิตประชาชน  มี นายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาฯคปต.ส่วนหน้า ติดตามงานของ กระทรวงสาธารณสุขพาณิชย์ อุตสาหกรรม  และ ศอ.บต. และนายจำนัล เหมือนดำ เป็นผู้รับมอบงานในการติดตามการดำเนินงานของ มหาดไทย และ กระทรวงเกษตรฯ

6.งานเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและงานขับเคลื่อนนโยบาย  มี พล.อ.จำลอง คุณสงค์  ดูแลและติดตามงานของ กระทรวงพลังงาน  ,สศช. ก.พ.ร. และ สำนักงาน ก.พ. และนายพรชาติ บุนนาค  ติดตามงานของ กระทรวงการคลัง และ สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)  สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง

7. งานแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี มี พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์  ติดตามงานของ กระทรวงวิทยาศาสตร์ การท่องเที่ยวฯ และ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ(สขช.) และ พล.อ.อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ ติดตามงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ กระทรวงคมนาคม

โดยเฉพาะ พล.อ.สุรเชษฐ์ ที่ลงพื้นที่ทุกสัปดาห์ในฐานะ รมช.ศึกษาธิการ ก็จะเดินหน้างาน คปต.ส่วนหน้า ในส่วนที่รับผิดชอบ คือด้าน การศึกษา ศาสนาและศิลปวัฒนธรรม อย่างต่อเนื่อง

ด้วยการไปพบปะผู้ว่าราชการ ทั้ง 3 จังหวัด และอุตสาหกรรมจังหวัด เพื่อพูดคุยเรื่องโรดแมพในการพัฒนาเศรษฐกิจของแต่ละจังหวัด ให้สอดคล้องกับ “แผนการสร้าง 3 เมืองเศรษฐกิจ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ของ นายกรัฐมนตรี คือที่ อ.สุไหง โก-ลก จ.นราธิวาส, อ. เบตง จ.ยะลา, อ.หนองจิก จ.ปัตตานี และสอบถามข้อมูลและข้อขัดข้อง ที่จะให้ คปต.ส่วนหน้า ช่วยแก้ปัญหา และเป็นข้อมูลเสนอต่อที่ประชุมใหญ่  ต้นเดือนพ.ย.2559

รวมทั้ง กลุ่มภารกิจงานที่ 4 ที่ พล.อ.สุรเชษฐ์ รับผิดชอบอยู่นั้น มีความคืบหน้ารวดเร็ว เพราะ พล.อ.สุรเชษฐ์ ลงพื้นที่ตลอด และมี กระทรวงศึกษาธืการส่วนหน้า อยู่ในพื้นที่

นี่จึงเป็นที่มาของการที่ พล.อ.สุรเชษฐ์ เสนอต่อ คปต.ส่วนหน้า ในการย้ายที่ตั้ง ของ “ศธ.ส่วนหน้า” จากเมืองยะลา มาอยู่ใน ค่ายพระสุริโยทัย พล.ร15 ปัตตานี ที่เดียวกับ ที่ตั้ง คปต.ส่วนหน้า เพื่อที่จะได้ทำงานใกล้ชิด และจัดสำนักงานและที่พักเจ้าหน้าที่ทั้ง 23 คนด้วย

ขณะที่ในส่วนของการศึกษานั้น พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า มี 7 จุดเน้น พร้อมน้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาเป็นหลักในการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ คือ 1.การรักษาความปลอดภัย 2.การพัฒนาคุณภาพการศึกษา 3.การพัฒนาคนให้สอดคล้องกับความต้องการในพื้นที่ 4.การศึกษาเพื่อความมั่นคง 5.การสร้างโอกาสทางการศึกษา 6.การสร้างการรับรู้และ 7.การบริหารจัดการ

ซึ่งจุดเน้นเหล้านี้เป็นการพัฒนาต่อเนื่องตลอด 2 ปีครึ่ง ที่ผ่านมา เราหวังผลได้ว่าจะทำให้การศึกษาชายแดนใต้มีการยกระดับการศึกษาที่สูงขึ้นจบมามีงานทำ เพราะการศึกษาถือเป็นรากฐานสำคัญที่สามารถช่วยสนับสนุนในการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ให้เกิดสันติสุขได้  โดนจะต้องปรับแนวทางให้สอดคล้องกับ การสร้างเมืองสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ เช่น สถานศึกษา จะต้องผลิต บุคลากร ในด้านต่างๆ ออกมารองรับงาน ในด้านอุสาหกรรมการแปรรูปอาหารเกษตร และผลไม้ รวมทั้งจะเสนอการให้ทุน เยาวชนในชายแดนใต้ ในด้านการกีฬา และ ดนตรี ศิลปะ และวัฒนธรรมท้องถิ่น จากเดิมที่ได้ทำโครงการ “สานฝันการกีฬา” ที่ได้รับการตอบรับจากเยาวชนในพื้นที่อย่างล้นหลาม

“ตอนนี้ เรายังกำหนดกรอบเวลา ไม่ได้ว่า สถานการณ์จะดีขึ้น หรือ จะเห็นผล เมื่อใด เพราะ ต้องใช้เวลา แต่ยืนยันวา ในทุกวัน มีความคืบหน้าในทุกๆด้าน แต่เราทุกเราตั้งใจทำเต็มที่ ให้ดีที่สุด เพราะรู้ว่า ประชาชน คาดหวัง” พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว

ขณะที่ พล.อ.อุดมเดช ระบุว่า คณะผู้แทนพิเศษฯ ยัง มีหน้าที่ในการประเมินการทำงานของหน่วยปฏิบัติ ด้วย  แม้รู้ว่าเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน และต้องให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในการทำงาน

“แต่เราคงให้เวลากันไม่นานนัก เพราะการแก้ปัญหา ต้องเร่งรีบ เพราะทุกคนหวังเห็นความสำเร็จ เผยจะประเมินผลการทำงาน ใน 3 เดือน  ถ้าใครหย่อนยาน ทำงานล่าช้า  ผมก็จะนำเรียนนายกรัฐมนตรีให้พิจารณา” พล.อ.อุดมเดช กล่าว

ดังนั้น ความทุ่มเทในการทำงานอย่างเต็มที่ ตั้งแต่การเดินสายประชุมหารือกับบริหารของหน่วยงานกระทรวงต่างๆ 20 กระทรวงที่รับผิดชอบงานต่างๆ ทั้ง 7 ด้าน เมื่อ 26-28 และ 31 ต.ค.2559 ที่ผ่านมา เพื่อรับทราบการทำงาน และข้อมูล ปัญหาอุปสรรคต่างๆ และเตรียมแผนปฏิบัติการ การแก้ไขปัญหาและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปีงบประมาณ 2560

โดยสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ เน้นคือ การใช้เศรษฐกิจนำในการพัฒนาพื้นที่ เพราะหากประชาชนมีงานทำ มีรายได้ดี มีงานรองรับแล้ว โอกาสที่จะเข้าไปร่วมขบวนการก่อความไม่สงบ หรือสิ่งผิดกฎหมายที่เป็นภัยแทรกซ้อนต่างๆ น้อยลง

ทั้งนี้ ตามโรดแมพของ ปัตตานี  เบื้องต้น จะเสนอให้มีการสร้าง infrastructure ถนน เส้นทางคมนาคม ศูนย์กีฬาคอมเพล็กซ์ ที่รวมสนามกีฬาทุกอย่าง ไว้ด้วยกัน ปัตตานี ยังไม่มี สระว่ายน้ำ ราชการ เลย รวมทั้งการสร้าง พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ที่ปัตตานี เพราะเป็นดินแดนที่มีประวัติศาสตร์ และ ศิลปวัฒนธรรมอันเก่าแก่ และมีอัตลักษณ์ รวมถึงการสร้างท่าเทียบเรือขนถ่ายสินค้า ขนาดใหญ่ และการขุดลอก ปากแม่น้ำ ปัตตานี ที่ตื้นเขินและการทำ ตลาดปศุสัตว์ ชายแดนใต้  เป็นศูนย์รวม ที่เดียว ที่ปัตตานี และแผนการพัฒนา สนามบินใน 3 จังหวัด ทั้ง สนามบินบ่อทอง หนอกจิก ปัตตานี สนามบิน เบตง จ.ยะลา และสนามบิน บ้านทอน จ.นราธิวาส สามารถใช้เชิงพาณิชย์ได้

ทั้งหลายทั้งปวงคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาล  จึงกลายเป็นอีกความหวัง ในการดับไฟใต้ ให้เร็วขึ้นนั่นเอง

Leave a comment