นร.ม.5ตจว.ชวนเพื่อนมากราบพ่อ เผยถ้าไม่มี’พระองค์’ก็ไร้ปลานิลกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245426

นร.ม.5ตจว.ชวนเพื่อนมากราบพ่อ เผยถ้าไม่มี'พระองค์'ก็ไร้ปลานิลกิน

นร.ม.5ตจว.ชวนเพื่อนมากราบพ่อ เผยถ้าไม่มี’พระองค์’ก็ไร้ปลานิลกิน

วันเสาร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 12.11 น.

19 พ.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่มีพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ได้ตั้งแต่เวลา 08.00-21.00 น.ทุกวัน ต่อเนื่องมาเป็นวันที่ 22 แล้วนั้น โดยในวันนี้ ตั้งแต่เวลา 04.40 เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนที่นั่งรถวิลแชร์ เดินทางเข้ากราบสักการะพระบรมศพ ทางประตูวิเศษไชยศรีเป็นคณะแรก ตามด้วยเวลา 04.50 น. เป็นประชาชนทั่วไป โดยคลื่นพสกนิกรที่ใช้โอกาสวันหยุดราชการเดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศของประเทศ เปี่ยมไปด้วยความจงรักภักดีและศรัทธาต่อองค์เหนือหัวรัชกาลที่ 9 พร้อมใจเข้ากราบสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ครั้งหนึ่งในชีวิตด้วยสำนึกในพะมหากรุณาธิคุณอันประเสริฐที่ทรงตรากตรำทุ่มเทพระวรกาย หวังให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ประเทศมีความสงบสุขตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราช

นายนนธิชัย มณีโชติ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนปากช่องพิทยาคม อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา กล่าวว่าตนและเพื่อนร่วมห้องอีก 5 คน โดยอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นั่งรถทัวร์ออกจาก อ.ปากช่อง เมื่อช่วง 1 ทุ่มของวันที่ 18 พ.ย.59 และต่อรถโดยสารประจำทางมายังท้องสนามหลวง เมื่อเวลา 04.00 น. เพื่อเข้าคิวรอกราบสักการะพระบรมศพ พวกเราตั้งใจเดินทางมาวันนี้ เพราะรักพระองค์ท่านที่ทรงมีโครงการในพระราชดำริต่าง ๆเพื่อช่วยเหลือประชาชนคนไทย โดยเฉพาะหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นแนวทางที่ยั่งยืนโดยทางโรงเรียนได้ให้นักเรียนศึกษาเรียนรู้ในการแบ่งพื้นที่ใช้สอย มีการปลูกพืชผัก ขุดบ่อน้ำเลี้ยงสัตว์ และนักเรียนก็สามารถนำความรู้กลับไปพัฒนาที่บ้านด้วยการเลี้ยงกบ เลี้ยงปลากินและขายได้ด้วย

“หากไม่มีพระองค์พวกเราก็ไม่มีปลานิลกิน หลักเศรษฐกิจพอเพียงยังช่วยพัฒนาการศึกษาด้วย ช่วยให้เรารู้จักประหยัด อดออม และรู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ นอกจากนี้ พระองค์เสด็จไปทุกที่ที่ประชาชนเดือดร้อนท่านเสด็จไปแก้ปัญหาให้ทุกเรื่อง ถึงแม้จะเดินทางลำบาก พวกเราจึงรู้สึกเสียใจที่พระองค์เสด็จสวรรคต รู้สึกว่าเหมือนเราขาดอะไรไป ถึงแม้พวกเราจะไม่เคยรับเสด็จพระองค์ท่านแต่ก็มีความผูกพันจากคำสอนของพระองค์”

ด้านนายเจมส์ ไพเดอร์ อายุ 53 ปี ชาวอังกฤษซึ่งย้ายถิ่นฐานปักหลักอยู่ในประเทศไทย จังหวัดบุรีรัมย์ นาน 15 ปี เพราะความรักในบรรยากาศสบายแบบไทย ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้ม อากาศ และอาหารไทย เดินทางมาพร้อมกับภรรยานางสาว จารุณี ทองด้วง อายุ 37 ปี เล่าว่าตั้งใจเดินทางมาสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล เพราะที่ประเทศอังกฤษมีสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ขณะเดียวกันประเทศไทยก็มีกษัตริย์ และตลอดเวลาที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยก็ได้รู้จักพระองค์ผ่านการทรงงานในด้านต่างๆ มาตลอด 70 ปี ทั้งโครงการพระราชดำริ เสด็จฯเยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดาร โดยเฉพาะในภาคอีสาน นอกจากนี้ ยังไม่ใช่แค่โครงการพระราชดำริต่างๆ แต่ยังมีพระบรมราโชวาท รวมถึงภูมิปัญญาต่างๆ เวลา ที่พระองค์ทรงสอนสิ่งใดประชาชนก็จะปฏิบัติตาม ทำให้ได้เห็นถึงความรักความผูกพันระหว่างสถาบันกษัตริย์กับประชาชนได้เป็นอย่างดี

ผู้สื่อข่าวถามถึงการเดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพในครั้งนี้ว่า ประสบปัญหาติดขัดหรือไม่ เนื่องจากเป็นวันแรกที่มีการปรับเปลี่ยนจุดเข้าแถวเพื่อเข้ากราบสักการะพระบรมศพ นายเจม ไพเดอร์ กล่าวว่า ได้เห็นข่าวจากในทีวีมาบ้างเหมือนกัน แต่เมื่อตั้งใจมาแล้วก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากการต่อคิวและรอ โดยตนเองเดินทางมาจากจังหวัดบุรีรัมย์ตั้งแต่เมื่อวาน (18 พ.ย.59) แล้วเข้าพักแถวเขตดุสิต จากนั้น ในช่วงเช้าจึงเดินทางมาที่สนามหลวงตอนเวลา 05.00 น. ก่อนได้เข้าสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในช่วงสาย ซึ่งถือว่าเป็นเวลาที่เร็วดี โดยเฉพาะระบบการจัดการข้างในพระบรมมหาราชวังนั้นการจัดการรวดเร็วยอดเยี่ยมมาก

ขณะที่ชนเผ่ากระเหรี่ยง หรือปกาเกอะญอ จาก อ.แม่ละหมาด จ.ตาก เหมารถตู้ออกเดินทางมาตั้งแต่ 6 โมงเย็นของวันศุกร์ และมาถึงสนามหลวงตอนตี 2 พร้อมเข้าคิวเพื่อเข้าสักการะพระบรมศพ

นางสาริกา ศรีวนาตระกูล อายุ 32 ปี ชาวปกาเกอะญอพร้อมลูกสาว ด.ญ.รุ่งตะวัน ศรีวนาตระกูล อายุ 11 ปี และนางอรชร ตระกูลพงอนุชิต อายุ 28 ปี ที่กำลังต่อคิวอย่างใจจดใจจ่อด้วยชุดท้องถิ่นสุภาพ โดยบอกว่ามาทั้งหมด 12 คน ทุกคนพร้อมใจกันมาสักการะในหลวง ร.9

นางสาริกา กล่าวขณะนั่งรอคิวว่า ทุกคนในหมู่บ้านอยากจะมา โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ที่สูงอายุ แต่ลำบากเรื่องการเดินทางครั้งนี้ จึงรวมตัวเฉพาะผู้สามารถเดินทางได้สะดวกก่อน หากถามว่า ทำไมถึงต้องมานั้น เรามาด้วยความรักที่อยากจะตอบแทนพระองค์ที่ทรงมอบความรักให้กับพวกเราโดยไม่แบ่งเชื่อชาติศาสนา ทรงทำงานหนักเพื่อราษฏรมาอย่างยาวนาน ซึ่งเราในฐานะชาวปกาเกอะญอก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพรองค์ท่าน ทำให้เราอยู่ดีกินดีมาอย่างยาวนาน ต้องขอบคุณพระองค์ท่านจริงๆ

นางสุจิต ลิ้มจุฬารัตน์ อายุ 80 ปี ชาวนครศรีธรรมราช เดินทางมาพร้อมลูกหลานรวม 20 คน มาถึงบริเวณสนามหลวงตั้งแต่เที่ยงคืนของวันที่ 18 พ.ย.59 ด้วยความตั้งใจเข้ากราบสักการะพระบรมศพสักครั้งในชีวิต กล่าวว่า เพราะประทับใจในน้ำพระทัยของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อพสกนิกร ตั้งแต่เกิดมาก็เห็นพระองค์ท่านแล้ว เคยเฝ้าฯ รับเสด็จเมื่อครั้งเสด็จฯ ที่ อ.ปากพนัง ที่ทรงลงไปช่วยประชาชนที่ประสบเหตุวาตภัย รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นยิ่งนัก จากนั้น ตัวเองได้เข้าเป็นอาสากาชาดจังหวัด เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการได้เป็นผู้ให้ คอยช่วยเหลือผู้อื่น ทั้งนี้ เพราะเราเห็นในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงงานเพื่อประชาชนมาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ จึงสอนต่อลูกหลานให้ยึดหลักคำสอนในเรื่องของความพอเพียง การอดออม และการเป็นคนดี

Leave a comment