ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/246001

ประชาชนร่วมแสดงความอาลัย เข้าถวายบังคมพระบรมศพ (ประมวลภาพ)
23 พ.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อเวลา 04.45 น. เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนที่นั่งรถวีลแชร์ ได้เดินทางเข้าถวายบังคม พระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทางประตูวิเศษไชยศรี เป็นคณะแรก ก่อนที่เวลา 04.50 น. จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าเข้าถวายบังคม โดยมีพสกนิกรที่ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศเพื่อเข้าคิวรอเป็นจำนวนมาก

ด้าน นางสุขใจ ถาวรกุลชัย อายุ 74 ปี ชาว กทม.กล่าวว่า ตนและลูกสาวพร้อมเพื่อนบ้านเดินทางมาถึงสนามหลวงตั้งแต่ตี 3 เพื่อมาเข้าคิวรอกราบสักการะพระบรมศพ ก่อนนี้เคยมาแล้วแต่ได้กราบอยู่ที่กำแพงพระบรมมหาราชวัง แต่วันนี้มาเช้าหน่อยเพื่อให้ได้เข้าไปกราบใกล้ๆ ก็ไม่รู้สึกท้อ ทุกคนตั้งใจมากและได้เตรียมพร้อมในเรื่องสื้อผ้าให้ถูกระเบียบ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ท่านรักประชาชนและประชาชนทุกคนก็รักพระองค์มากเช่นกัน ท่านทรงเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประชาชน ทั้งเรื่องความประหยัด ความกตัญญูต่อสมเด็จย่า และทรงพัฒนาฝนเทียม การชลประทานเพื่อช่วยเหลือชาวไร่ชาวนา และท่านทรงให้โอกาสคนโดยการให้การศึกษา และทรงมีพระราชดำรัสเพื่อเป็นแนวทางแก่พสกนิกร ซึ่งความดีของพระองค์ไม่สามารถพรรณาได้หมด ทุกสิ่งที่พระองค์ทำนั้น ดีต่อพสกนิกรชาวไทยและดีต่อประเทศไทยทั้งสิ้น

ขณะที่ นายรัตฐกาน แซ่ม้า อายุ 40 ปี ชาวเขาเผ่าม้ง อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร เดินทางมาพร้อมลูกสาว น.ส. เมวดี แซ่ม้า อายุ 18 ปี และญาติพี่น้องอีก 2 คน ตั้งใจปั่นจักรยานจาก อ.คลองลาน มาถวายบังคมพระบรมศพ สักครั้งหนึ่งในชีวิต โดย นายรัตฐกาน กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือว่า แม้ว่าการเดินทางมายังพระบรมมหาราชวังจะสามารถมาโดยรถยนต์ส่วนตัว หรือรถประจำทางก็ได้ แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงที่ปกเกล้าชาวไทย จึงตั้งใจที่จะปั่นจักรยานเพื่อถวายความอาลัยและแสดงความจงรักภักดี ได้ออกเดินทางตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 20 พฤศจิกายน ซึ่งเมื่อลูกสาวรู้ว่าตนเองจะปั่นจักรยานมาถวายสักการะพระบรมศพ ลูกสาวก็ขอมาด้วย และบอกว่าอยากมาแสดงความจงรักภักดีแด่พระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งตนก็สอนให้ลูกสาวเป็นคนดีและตอบแทนสังคม และอยู่ทางพอเพียงตามแนวทางของพระองค์ท่าน โดยระหว่างทางแวะนอนพักที่วัดบ้าง ที่ศาลาริมทางบ้าง เดินทางมาถึงวันนี้ราว 04.00 น. ซึ่งระยะทางที่ปั่นมาราว 350-400 กิโลเมตร นี้ เทียบไม่ได้กับระยะทางที่พระองค์ท่านได้เดินทางไปทั่วทุกสารทิศในแผ่นดินไทย
“ในหลวงทรงมีพระเมตตากับชาวเขาเป็นอย่างมาก ทรงเสด็จไปในถิ่นทุรกันดาน แม้ว่าจะไม่เคยรับเสด็จท่านก็รับรู้ได้ถึงพระเมตตาของพระองค์ท่าน และพระองค์ท่านยังได้นำความรู้และเปลี่ยนแปลงให้ชาวเขาได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี จากเดิมรุ่นปู่ย่าตายายปลูกฝิ่นหารายได้ แต่พระองค์ท่านได้ส่งเสริมให้ปลูกพืชเกษตร ซึ่งไว้สำหรับกินเองและยังขายหารายได้ ปัจจุบันตนเองก็ปลูกข้าว ปลูกมัน เลี้ยงไก่ หมู ปลา กินอยู่พอเพียง ที่เหลือก็ขาย” นายรัตฐกาน กล่าว
ขณะที่ น.ส.เมวดี กล่าวว่า อยากเดินทางมาสักการะพระองค์ท่านพร้อมกับพ่อ และอาจจะเป็นครั้งเดียวที่ได้มา โดยส่วนตัวรับรู้และรู้จักพระองค์ท่านตั้งแต่เด็กจากการบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ในเผ่าม้ง ซึ่งท่านมีพระมหากรุณาธิคุณต่อชาวเขาเผ่าม้งมาก ซึ่งตนจะประพฤติคนเป็นคนดี ยึดหลักความพอเพียงและใช้จ่ายอย่างประหยัด





