ทรงให้ชีวิตใหม่ ชนเผ่า5จว.เหนือสุดอาลัย กราบพระบรมศพรัชกาลที่9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248808

ทรงให้ชีวิตใหม่  ชนเผ่า5จว.เหนือสุดอาลัย  กราบพระบรมศพรัชกาลที่9

ทรงให้ชีวิตใหม่ ชนเผ่า5จว.เหนือสุดอาลัย กราบพระบรมศพรัชกาลที่9

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ทรงให้ชีวิตใหม่

ชนเผ่า5จว.เหนือสุดอาลัย

กราบพระบรมศพรัชกาลที่9

สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

เผย44วันยอดบริจาค129ล้าน

ชาวไทยภูเขา 5 จังหวัดภาคเหนือ ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณภายใต้โครงการหลวง เข้ากราบสักการะพระบรมศพ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงให้ชีวิตใหม่ในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร

ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระราชานุญาตให้ราชสกุล องคมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจและภาคเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและถวายเป็นพระราชกุศล ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมาเป็นวันที่หกสิบสอง

เมื่อเวลา 07.00 น.วันที่ 13 ธันวาคม พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นประธานบำเพ็ญพระกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังและถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดอนงคารามวรมหาวิหารและพระวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมมาตั้งแต่ค่ำวันที่ 13 ธันวาคม

เวลา 10.30 น. ดร.ดิสทัต โหตระกิตย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นประธานถวายภัตตาหารเพลแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดราชสิทธารามราชวรวิหารและวัดจักรรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งมีคณะในสำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ

ต่อมาเวลา 16.30 น. คณะข้าราชการสังกัดสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และสำนักงบประมาณร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดราชสิทธารามราชวรวิหาร และวัดจักรรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ โดยมีนายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผอ.สำนักงบประมาณ เป็นประธาน

ขณะที่บรรยากาศเข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพตั้งแต่เวลา 04.50 น. โดยชุดแรกเป็นคณะชาวไทยภูเขาที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณภายใต้โครงการหลวงจาก 5 จังหวัดภาคเหนือได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอนและพะเยารวม 7 ชนเผ่า ได้แก่ ลาหู่ ปะหล่อง จีนยูนาน ปกาเกอะญอ ลีซอ อาข่าและม้ง พร้อมเจ้าหน้าที่โครงการหลวงกว่า 200 คน รวม 1, 741 คน เข้ากราบพระบรมศพ โดยชาวเขาแต่งกายด้วยชุดพื้นเมือง พร้อมนำผลผลิตจากแปลงของตนเองที่ได้รับพันธุ์พืชพระราชทานจากในหลวง รัชกาลที่ 9 มาทูลเกล้าฯถวายด้วย

นายนาโม หมั่นเฮิง พ่ออุ้ยเผ่าปะหล่องวัย 88 ปี จากต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่กล่าวว่า ตนอพยพมาจากเขตปกครองไทยใหญ่ ฝั่งประเทศเมียนมาร์ เมื่อ 50 ปีที่แล้ว มาร่อนเร่อยู่ในประเทศไทยหากินโดยปลูกฝิ่นและปลูกข้าวโพดเลี้ยงชีพ ต่อมามีโอกาสได้เฝ้าฯรับเสด็จ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ดอยอ่างขาง เพื่อขอพึ่งพระบารมี วันนั้นตนกราบแทบพระบาทพระองค์แล้วทูลขอเป็นลูกเป็นหลาน ขออาศัยอยู่ในประเทศไทยภายใต้พระบรมโพธิสมภาร พระองค์รับสั่งถามว่า มากันกี่คนมีใครมาบ้าง ตนก็ถวายรายงานว่า มีพระมาด้วย 1 องค์ ผู้สูงอายุ และเด็ก ท่านก็ทรงเมตตาอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทย ปัจจุบันเป็นหมู่บ้านนอแล หมู่ที่ 14 ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ พร้อมพระราชทานเงิน 5,000 บาท เพื่อสร้างศาลาวัดให้ประกอบศาสนกิจ จากนั้นพวกตนก็ได้ประกอบอาชีพเกษตรกร ปลูกผักผลไม้ ดอกกุหลาบ และชา ส่งผลผลิตให้โครงการหลวง มีรายได้ทำให้ลืมตาอ้าปากได้ และยังสามารถส่งให้ลูกหลานเรียนสูงๆจนจบปริญญาตรีหมดทุกคน

“ถ้าไม่มีในหลวง รัชกาลที่ 9 ผมคงไม่ได้เป็นคนไทย เมื่อรู้ว่าพระองค์เสด็จสวรรคต ก็ทุกข์ใจมาก เพราะพระองค์ทรงช่วยเหลือเหมือนให้ชีวิตใหม่แก่พวกเราและภูมิใจที่ได้เป็นคนในแผ่นดินของพระองค์” พ่ออุ้ยนาโมกล่าวด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ทั้งนี้ สำนักพระราชวังสรุปจำนวนประชาชนที่เข้ากราบสักการะพระบรมศพเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ตั้งแต่เวลา 04.45-22.20 น.ว่า มีจำนวน 48,825คน รวม 44 วัน มี 1,672,779 คน และมีประชาชนถวายเงินบำเพ็ญพระราชกุศล 4,183,598 บาท รวม 44 วัน มีจำนวน 129,106,461 บาท

วันเดียวกัน ที่เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งระหว่างมอบนโยบายจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2561 และการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2560 เพิ่มเติมให้หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อเป็นแนวทางจัดทำงบประมาณให้สอดคล้องเชื่อมโยงกับร่างกรอบยุทธศาสนตร์ 20  ปีและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 นโยบายของรัฐบาลว่า

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ทรงรับสั่งกับรัฐบาล และรัฐมนตรีบางคน ขอให้รัฐบาลทำหน้าที่เพื่อให้ประชาชนมีความสุขให้มากที่สุดในรัชกาลปัจจุบัน โดยใช้แนวทางของสมเด็จพระบรมชนกนาถ ซึ่งได้ทรงทำมาตลอด 70 ปีที่ผ่านมา ท่านทรงให้สืบสายต่อในสิ่งเหล่านี้ไม่ให้เสื่อมถอย หรือน้อยลงไปกว่าเดิมที่มีอยู่

“ท่านทรงรับสั่งด้วยความห่วงใย ในสิ่งสำคัญหลัก ๆ คือเรื่องการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การสาธารณสุข การเสริมสร้างอาชีพรายได้ และคุณภาพชีวิต สิ่งสำคัญต้องทำให้ประเทศชาติสงบสุข สันติไม่มีความขัดแย้ง ดังนั้น พวกเราทุกคนจะต้องสนองพระราชปณิธานของพระองค์ตามแนวทางของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ โดยใช้ศาสตร์พระราชาของพระบรมชนกนาถ รัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางปฏิบัติ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นกับประชาชน และรัฐบาลจะต้องสนองต่อสิ่งที่พระองค์ทรงรับสั่งไว้ และแนวทางของยุทธศาสตร์ชาติที่จะทำให้ประเทศมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”นายกฯกล่าว

และว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีรับสั่งไว้ว่าการพัฒนาประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาคู่ขนานกัน ไม่ใช่พัฒนาโดยใช้แนวทางตะวันอย่างเดียว ต้องใช้ของตะวันออกควบคู่ไปด้วย เพราะแบบตะวันตกอาจทำให้ทุกอย่างพัฒนาเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่อาจไม่ยั่งยืน จนเกิดผลกระทบและความเสี่ยงต่างๆ การพัฒนาแบบตะวันออกอาจช้าแต่มั่นคงมากกว่า ถ้าเราสร้างความเข้มแข็งระดับฐานรากได้ ก็จะเติบโตอย่างมั่นคง

Leave a comment