ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/248586

มีอะไรใน “กอไผ่กระทรวงวัฒนธรรม” “ยุทธศาสตร์สร้างชาติ” หรือ “ยุทธศาสตร์สร้างภาพ”
จากการที่ รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี และกำหนดโมเดลพัฒนาประเทศไทย 4.0 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยปัญญา สร้างคนไทยเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์คนดี คนเก่ง มีคุณธรรม มีจิตสำนึก เพื่อสร้างภาพใหม่ของประเทศไทย หลังจากที่ ล้มลุกคลุกคลานมาจากการเลี้ยงดูของนักการเมืองอาชีพ(ที่พูดเก่ง คอร์รัปชั่นเก่ง) จนตัวของประเทศเต็มไปด้วยบาดแผลไปหมด เมื่อโอกาสเปิด รัฐบาลชุดนี้ ภายใต้การควบคุมบริหารของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงทำให้ความหวังในการรักษาบาดแผลของประเทศไทยเกิดความหวังขึ้นมา แม้ความหวังจะเป็นเพียงหนึ่งในพัน แต่ “มีความหวังดีกว่าสิ้นความหวัง”
องคาพยพรัฐบาล ส่วนหนึ่ง ที่เป็น กระทรวงวัฒนธรรมภายใต้การควบคุมบริหารของ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ถือเป็นตัวจักรอีกชิ้นที่จะทำให้ การเยี่ยวยารักษาให้ประเทศไทยเกิดความสมบูรณ์ตามยุทธศาสตร์แห่งชาติ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม
ในเรื่องนี้ กระทรวงวัฒนธรรมก็ได้กำหนดใช้การพัฒนาประเทศใน 3 มิติ คือ สร้างคนดีสังคมดี, สร้างรายได้จากทุนทางวัฒนธรรม และสร้างภาพลักษณ์ ความสัมพันธ์อันดีกับต่างประเทศ โดยมียุทธวิธีด้วยการคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการระดับต้น หรือตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการพิเศษ ที่ได้รับการคัดเลือกจำนวน 50 คน เข้ารับการอบรมหลักสูตรการพัฒนาศักยภาพนักบริหารงานวัฒนธรรมมืออาชีพ รุ่นที่ 1 ณ ศูนย์กสิกรรมสองสลึง ศูนย์การเรียนรู้น้อมนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง จ.ระยอง ซึ่งนับได้เสมือนเป็น กลุ่มกอไผ่กลุ่มใหญ่ที่จะแตกหน่อ ขยายความเติบโตไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

จึงทำให้เกิดความอยากรู้ อยากเห็นของคนที่ยืนมอง “กอไผ่” อยู่ข้างนอก อยากรู้ว่า “ในกอไผ่วัฒนธรรมนี้มีอะไรอยู่บ้าง”
ภาพแรกที่ปรากฏออกมาให้เห็น เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 6-25 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา ณ ชุมชนเกาะกก เทศบาลเมืองมาบตาพุด จังหวัดระยอง พบว่า เนื้อหาที่ มีการอบรม จะอยู่ในหลัก 3 ข้อ ดังนี้ 1.แนวพระราชดำริและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ 9 เรียนรู้พระราชดำรัสเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ถือเป็นหัวใจของการทำงานตามเบื้องพระยุคลบาทในฐานะของข้าราชการ 2.นโยบายรัฐบาล ยุทธศาสตร์การพัฒนาเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง, โมเดลพัฒนาประเทศไทย 4.0 และ 3. นโยบาย วธ. การใช้วัฒนธรรมพัฒนาประเทศ ซึ่งผลสัมฤทธิ์ใน 3 มิติ คือ สร้างคนดีสังคมดี สร้างรายได้จากทุนทางวัฒนธรรม และสร้างภาพลักษณ์ ความสัมพันธ์อันดีกับต่างประเทศ โดยผู้ร่วมอบรมจะต้องจัดทำแผนงาน/โครงการตามแนวพระราชดำริ แผนการจัดการทรัพยากรและทุนทางวัฒนธรรม แผนพัฒนาเครือข่ายวัฒนธรรม และข้อเสนอแนะในการพัฒนางานวัฒนธรรม ทั้งนี้ เพื่อสร้างให้บุคลากร วธ. มีวิสัยทัศน์ มีศักยภาพมืออาชีพ มีคุณธรรม เป็นแบบอย่างที่ดีของข้าราชการ เป็นผู้นำและนักจัดการบริหารงานวัฒนธรรมมืออาชีพ
และเพื่อให้นามธรรม กลายเป็น รูปธรรม จากการนั่งอบรม ก็เกิดกิจกรรมเกี่ยวกับ การเรียนรู้ทางด้านวัฒนธรรม(ด้วยการกระทำ)ขึ้น นั่นคือ การจัดกิจกรรม ประเพณี ลงแขกเกี่ยวข้าว ซึ่งเป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ของ ชนชาติไทย ที่จะสร้างความสามัคคีให้กับชุมชน ซึ่งปัจจุบันนี้ เกือบจะหาไม่ได้แล้วใน สังคมไทย

ประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว คำว่า “ลงแขก” จะหมายถึงการบอกเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกันให้มาช่วยเก็บเกี่ยวข้าวเมื่อข้าวสุกพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวได้แล้ว โดยเจ้าของนาจะบอกเพื่อนบ้านให้รู้ว่าจะเกี่ยวข้าวเมื่อใด และเมื่อถึงวันที่กำหนดเจ้าของนาก็จะต้องปักธงที่ที่นาของตนเพื่อให้เพื่อนบ้านหรือแขกที่รู้จะได้มาช่วยเกี่ยวได้ถูกต้อง ทั้งนี้เจ้าของนาจะต้องจัดเตรียมอาหาร คาวหวาน สุรา บุหรี่ น้ำดื่ม ไว้รองรับด้วย และในขณะเกี่ยวข้าวก็จะมีการละเล่นร้องเพลงเกี่ยวข้าวระหว่างหนุ่มสาวเป็นที่สนุกสนานและเพลิดเพลินเพื่อคลายความเหน็ดเหนื่อย
ประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว เป็นประเพณีที่แสดงให้เห็นถึงความมีน้ำใจของคนไทยที่มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อีกทั้งยังสามารถช่วยสร้างความสมัครสมานสามัคคีกันในหมู่บ้านได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังทำให้เกิดวัฒนธรรมและการขับร้องเพลงอันเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมต่อยอดออกมาอีกด้วย

นับเป็น กุศโลบายอย่างหนึ่งของการเชื่อมโยงจิตใจของคนในชุมชนให้ผูกพันซึ่งกันและกัน เพราะ การลงแขก ทุกคนสามารถบอกเพื่อนบ้าน เพื่อขอความช่วยเหลือได้ โดยไม่มีการลำเอียงว่า จะช่วยแต่คนรวย หรือ คนมีตำแหน่งใหญ่โตเท่านั้น
ส่วนผลสัมฤทธิ์ในยุทธศาสตร์จะออกมามีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน จะเป็นเพียงการแสดง หรือเป็นดราม่าเพื่อสร้างภาพ หรือจะเป็นความตั้งใจ เพื่อการสร้างชาติลองมองภาพที่นำมาลงให้ดีกว่าครับ เพราะ “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น” แล้วเราค่อยตามไปคลำในวันหลัง เพราะ “สิบตาเห็นย่อมไม่เท่ามือคลำ”



