‘อธิการบดี สจล.’ แนะการศึกษาไทยเปลี่ยนด่วน3แนวทาง นำประเทศสู่ไทยแลนด์4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248024

‘อธิการบดี สจล.’ แนะการศึกษาไทยเปลี่ยนด่วน3แนวทาง นำประเทศสู่ไทยแลนด์4.0

‘อธิการบดี สจล.’ แนะการศึกษาไทยเปลี่ยนด่วน3แนวทาง นำประเทศสู่ไทยแลนด์4.0

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 12.06 น.

8 ธ.ค.59 ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และว่าที่ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในโอกาสที่ได้รับการแต่งตั้งให้รับหน้าที่เป็นประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยปี 2560-2561 จะได้กำหนดวิสัยทัศน์และนำเสนอแนวทางสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งถ้าคนไทยและระบบการศึกษาไทยยังไม่พร้อมเพื่อนำประเทศเข้าสู่ความเป็นอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต(Innovation Manufacturing) และที่สำคัญการพัฒนาจะต้องไม่ทิ้งคนส่วนใหญ่ไว้ข้างหลังไม่ทันความเปลี่ยนแปลงของโลกจากความคาดหวังของไทยในการสร้างการลงทุนในอุตสาหกรรมชั้นสูง อาทิ เทคโนโลยีนาโน ชีวภาพดิจิทัล โรโบติก และฟินเทค

ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวอีกว่า เราจะต้องกระตุ้นให้มหาวิทยาลัยและคณาจารย์มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาและการดำเนินงานเสริมสร้างให้คนไทยมีศักยภาพในการเรียนรู้และมีความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อต่อยอดการพัฒนาประเทศในทุกด้าน กลไกผลักดันความมั่นคงทางเศรษฐกิจในอนาคตอย่างยั่งยืน ควรเน้นการสร้างคนที่มีคุณภาพ การยกระดับการศึกษาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีในมหาวิทยาลัยควบคู่ไปกับการบูรณาการระบบการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาให้สอดคล้องกันให้ประสบความสำเร็จโดยเร็ว เพราะกว่าเด็กๆ ที่มีคุณภาพจะก้าวสู่มหาวิทยาลัยก็อาจจะสายเสียแล้ว

‘เป็นที่น่าเสียดายว่าบัณฑิตจบใหม่จากมหาวิทยาลัยไทยทั่วประเทศมีประมาณ 360,000 คนต่อปีแต่เลือกเข้าเรียนในสายวิทยาศาสตร์น้อยกว่าสายสังคมศาสตร์ ในขณะที่ประเทศเรายังขาดแคลนบุคลากรสายวิทยาศาสตร์อีกจำนวนมาก’ ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าว

ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวต่อว่า สำหรับทางออกที่ 1 ของระบบการศึกษาไทย คือ สังคมต้องช่วยสร้างค่านิยมใหม่ให้เด็กกลับมาสนใจเรียนสายวิทยาศาสตร์มากขึ้น ผู้ปกครองต้องปรับทัศนคติให้ลูกเลือกเรียนตามความถนัดด้านวิทยาศาสตร์ ทำให้บัณฑิตจำนวนมากจบออกมาได้ประกอบวิชาชีพตามที่ได้เล่าเรียนมา ลดความสูญเสียด้านการศึกษาที่มีการลงทุนมหาศาล เด็กของเราต้องเพิ่มการเรียนรู้ทางด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการรักการอ่าน คิด วิเคราะห์ เป็นพื้นฐานสำคัญให้มีความพร้อมและศักยภาพในการสร้างสรรค์ ประกอบอาชีพและการใช้ชีวิต เพื่อให้เราพึ่งพาตัวเองได้ด้วยการใช้เทคโนโลยี

ทางออกที่ 2 เราต้องสร้างนักสร้างสรรค์นวัตกรรมระบบการศึกษาทั้งหมดควรต้องปรับโดยเริ่มตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงระดับอุดมศึกษา รวมถึงส่งเสริมให้มีหลักสูตรนานาชาติในมหาวิทยาลัยมากขึ้นให้เยาวชนไทยสามารถเข้าถึงการเรียนภาคภาษาอังกฤษภายในประเทศได้ง่าย สจล. เองก็ได้เริ่มพัฒนาต้นแบบและทางเลือกการศึกษานานาชาติที่มีมาตรฐานสูงทัดเทียมต่างประเทศด้วยการเปิดโรงเรียนนานาชาติพระจอมเกล้าที่จะเตรียมเด็กตัวตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อให้เป็นผู้นำและนักสร้างสรรค์นวัตกรรมในอนาคตไม่ใช่เป็นแค่ผู้ใช้นวัตกรรมรวมถึงการเปิดวิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติ สจล. ที่จะทำให้ประเทศไทยมีแพทย์นักวิจัยนวัตกรรมที่สามารถร่วมสร้างสรรค์ผลิตเครื่องมือทางการแพทย์ขึ้นมาใช้เองลดการพึ่งพาต่างประเทศ

ศ.ดร.สุชัชวีร์ ระบุว่า เรายังมองเห็นทิศทางที่ดีของประเทศคือแนวโน้มที่มีคนรุ่นใหม่อยากเป็นเอสเอ็มอี หรือนักธุรกิจ Start-up โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่เพิ่มขึ้น ระบบการศึกษาต้องเสริมภูมิความรู้และประคับประคองช่วยเสริมทักษะให้คนรุ่นใหม่มากกว่านี้เราต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีประชากรผู้สูงอายุที่ต้องดูแลมากขึ้นความหวังของประเทศจึงต้องฝากไว้กับคนในอนาคตสถาบันการศึกษาต้องปรับตัวเพื่อให้เยาวชนและคนไทยต้องได้เรียนรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเรามีการพูดถึงโลกเราใช้อินเตอร์เน็ตสำหรับสรรพสิ่ง (IOT : Internet of Things)เปลี่ยนผ่านจากระบบอิเล็กทรอนิกส์ไปสู่สังคมอัจฉริยะ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตทำให้การสื่อสารส่วนบุคคลและในธุรกิจแบบมัลติมีเดียเป็นแบบเรียลไทม์เราควบคุมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในบ้านเรือน การสื่อสารในที่ทำงาน จัดการกระบวนการผลิต และการค้าขายออนไลน์ที่หลากหลายแต่โลกหมุนเร็วเกินคาดในปี 2560ที่จะมาถึงนี้ดิจิทัลเทคโนโลยีจะเปลี่ยนอย่างฉับพลัน (Disruptive Changes) ก้าวล้ำไปสู่ยุค อินเตอร์เน็ตคือทุกสิ่ง (The Internet of Everything)

เราจะใช้แอพพลิเคชั่นเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นบนโทรศัพท์มือถือที่ราคาไม่แพงสั่งการหรือสื่อสารง่ายยิ่งขึ้น จะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะนับร้อยนับพันชนิดที่ช่วยให้เรานั่งทำงานที่บ้านได้หลากหลาย มีระบบความปลอดภัยควบคุมการเปิด-ปิดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า มีรถยนต์อัจฉริยะและเทคโนโลยีเพื่อการแพทย์และคุณภาพชีวิตสุดล้ำอีกมากมาย

ทางออกที่ 3 สร้างความร่วมมือในเชิงบวกและสื่อสารความกระตือรือร้นการศึกษาทางด้านนวัตกรรมและวิทยาศาสตร์โดยทั้งนักศึกษารูปแบบการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยและภาคธุรกิจเอกชน ต้องมีทัศนคติที่ตรงกันร่วมกันพัฒนาความสามารถและทักษะในการเรียนรู้  เราจะต้องสร้างบรรยากาศทั้งอาจารย์นักศึกษา และภาคธุรกิจให้มีแรงบันดาลใจและเชื่อมโยงความสนใจของนักศึกษากับหลักสูตรที่เน้นการสร้างประสบการณ์ใหม่มีความสอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจ สังคมและเศรษฐกิจของไทยต้องมีการปฏิวัติหลักสูตรใหม่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การเอาวิชาต่างๆมารวมกันแต่ต้องเน้นการเรียนรู้ที่ยั่งยืนให้เยาวชนได้มีโอกาสฝึกฝนการทำงานในโลกธุรกิจและใช้นวัตกรรมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย

ในยุคดิจิทัลหน้าที่ของครูอาจารย์ทั้งหลายคือการกระตุ้นนักศึกษาให้เกิดทักษะนำเอาข้อมูลข่าวสารนั้นไปพัฒนาและหาคำตอบ ในปีที่ผ่านมา สจล.ได้มีการร่วมมือกับภาคเอกชนชั้นนำหลายแห่งในการบูรณาการสร้างประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีแก่นักศึกษา อาทิ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้ร่วมกับ บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์(ประเทศไทย) พัฒนาห้องเรียนอัจฉริยะเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนแบบ Active Learningร่วมมือกับบริษัทหัวเว่ยจัดตั้ง Huawei Authorized Information and Network Academy (HAINA) ส่งเสริมการเรียนการสอนสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศแก่นักศึกษาครั้งแรกในประเทศไทยรวมถึงการร่วมมือกับ บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) จัดทําโครงการวิจัยระบบแจ้งเตือนการรับประทานยาบนโทรศัพท์มือถือเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยรับประทานยาและตรวจสอบได้ง่ายโดยไม่ต้องเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด เป็นต้น

‘การปฏิรูปภาคการศึกษาในยุคที่เริ่มต้นเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 และอุตสาหกรรมใหม่เกิดและเติบโตอย่างก้าวกระโดดการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยที่ต้องพึ่งพางบประมาณตัวเองมากขึ้นจะต้องมีประสิทธิภาพในการบริหารงานสูงสุดโดยใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาการเรียนการสอน  โดยตระหนักว่านักศึกษาคือผู้ที่จะนำเอานวัตกรรมไปสู่ความสำเร็จและนำไปปฏิบัติได้จริงเอาการเรียนรู้บนโลกอินเตอร์เน็ตนี้มาใช้สอดคล้องกับวัฒนธรรม เทคโนโลยีใหม่และอาชีพหรือรูปแบบธุรกิจที่แตกต่างจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิงเราต้องการสร้างวัฒนธรรมแห่งความร่วมมือทั้งระบบการศึกษา ครอบครัว สังคม เศรษฐกิจ และความฝันของเด็กเราควรจะมีห้องเรียนอัจฉริยะกระตุ้นการเรียนรู้ทำให้นักศึกษามีทักษะแบบมืออาชีพพร้อมกับมีมาตรการวัดสัมฤทธิผลด้านการศึกษาที่ชัดเจนต่อเนื่อง เพื่อที่เราไม่ต้องคอยตอบปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษาเมื่อมีสถาบันวัดผลนานาชาติมาเปิดเผยผลการสำรวจ’ ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าว

Leave a comment