ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/248585

โลกสดใสกายสุขสันต์ : รัฐและพลเมืองต้องร่วมกัน สร้างกิจกรรมทางกายให้ตัวเองและสังคม
ความสะดวกสบายในวิถีชีวิตของคนเราในเวลานี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้วงจรชีวิตของคนสับสนจนกลายเป็นปัญหาเกี่ยวกับสุขพลานามัย เนื่องจากความสะดวกสบายที่ถูกจัดทำขึ้นด้วยวิทยาการสมัยใหม่ทำให้ขาดการซ่อมเสริมพัฒนาให้ร่างกายเป็นไปตามธรรมชาติ
การเดินทาง เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของทุกคน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการซ่อมเสริมและพัฒนาสุขพลานามัยให้เป็นไปตามธรรมชาติ แต่ทุกวันนี้ หลายคนละเลยที่จะทำกิจกรรมนี้ เพราะยึดติดอยู่กับความสะดวกสบายที่เกิดขึ้นโดยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมา จนกลายเป็นนิสัยของคนส่วนใหญ่ในสังคมที่จะหลีกเลี่ยงในกิจกรรมเพื่อสุขพลานามัยตามธรรมชาติ อาทิ การเดินทางในระยะสั้นๆ การเดินขึ้นบันได ทุกคนต่างหันไปพึ่งพาบันไดเลื่อน หรือ จักรยานวินกันทั้งนั้น
จากผลการศึกษาของนักวิชาการ ที่มีการหยิบยกเอาประเด็นในเรื่องของ การขนส่งเพื่อสุขภาวะ หรือ Active Transport มาพูดคุยกันในการประชุมนานาชาติว่าด้วยกิจกรรมทางกายและสุขภาพครั้งที่ 6 (The 6th International Congress on PhysicalActivity and Health 2016) หรือ ISPAH 2016 Congress ที่จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อเร็วๆ นี้ พบว่า มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ควรให้ความสนใจเพื่อสุขภาวะของตัวเอง และคนในสังคม
Dr.Javad koosari นักวิจัยโครงการศึกษาเรื่องการเชื่อมต่อของผังเมืองกับการสนับสนุนให้มีกิจกรรมทางกาย จากสถาบันโรคหัวใจและเบาหวาน (The Baker IDI Heart and Diabetes Institute) ประเทศออสเตรเลีย เห็นว่า โดยธรรมชาติมนุษย์นั้น จะพาตัวเองให้ไปถึงจุดหมายปลายทางอย่างเร็วที่สุดเพื่อไม่ให้เสียเวลาไปกับการเดินทาง จากผลการศึกษาพบว่า การวางผังเมืองที่เชื่อมต่อกันนั้นส่งผลสนับสนุนให้ประชาชนมีพฤติกรรมทางกายเพิ่มขึ้น เนื่องจากเมื่อถนนแต่ละสายเชื่อมโยงกัน ระยะทางจากต้นทางถึงปลายทางย่อมใกล้และเชื่อมต่อกันมากขึ้น นั่นหมายถึงความสะดวกสบายที่ได้รับจากรูปแบบการเดินทางที่หลากหลายกว่า ที่สำคัญคือหากพื้นที่นั้นมีการเชื่อมต่อกันมากเท่าไหร่ ยิ่งเหมาะต่อการเดินเท้ามากขึ้นเท่านั้นด้วย
สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันของไทยและบางประเทศ หากเลือกการวางผังเมืองมาช่วยส่งเสริมการเพิ่มกิจกรรมทางกายอาจดูเป็นเรื่องยาก Ph.D.Deepti Adlakhaนักวิจัยโครงการนำร่องการศึกษาสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อตัวเมืองและกิจกรรมทางกายของคนเมืองในอินเดีย เล่าถึงผลการศึกษาดังกล่าวว่า คนที่มีรายได้สูงสามารถเข้าถึงพื้นที่สาธารณะที่เข้ามาส่งเสริมการออกกำลังกายได้มากกว่าคนที่มีรายได้น้อยเนื่องจากผู้ที่มีรายได้น้อยมักมีรูปแบบการเดินทางที่จำกัดตายตัว จากผลการสัมภาษณ์ยังพบว่า ผู้มีรายได้น้อย รู้สึกท้าทายหากต้องเลือกเดินทางไปในพื้นที่สีเขียว และปัจจัยที่ส่งเสริมให้ประชาชนเลือกเดินทางโดยรูปแบบอื่นซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มกิจกรรมทางกายให้มากขึ้น เพราะการเดินทางในรูปแบบดังกล่าวมีความปลอดภัยมากกว่า อย่างไรก็ตามหากเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือวันที่ประชาชนไม่ได้ออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ส่วนใหญ่ยังคงมีพฤติกรรมเนือยนิ่ง ไม่ค่อยได้ขยับเขยื้อนร่างกายเนื่องจากพักผ่อนอยู่บ้านเฉยๆ จึงไม่เกิดกิจกรรมทางกายนั่นเอง
Ph.D.Deepti กล่าวสรุปทิ้งท้ายให้ตระหนักว่า ประเด็นสำคัญ ต้องส่งเสริมให้มีกิจกรรมนันทนาการเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม มีการจัดเวิร์กช็อปอย่างต่อเนื่อง และดึงชุมชนเข้ามามีบทบาทให้กับผู้ที่เดินทางโดยทางเท้าและขี่จักรยาน เช่น จัดวันงดใช้รถและรณรงค์ในการเดินเท้า หรือจัดวันปิดถนนเพื่อใช้เป็นทางปั่นจักรยาน เป็นต้น อีกทั้งควรส่งเสริมสนับสนุน เส้นทางต่างๆ ให้เอื้อต่อการเพิ่มกิจกรรมทางกาย และผลักดันให้ประเด็นปัญหาเรื่องสุขภาพเป็นวาระที่อยู่ในทุกภาคส่วน
Ph.D.Takemi Sugiyamaนักวิจัยโครงการศึกษาเพื่อสนับสนุนจากการเดินทางด้วยรถในระยะสั้น เปลี่ยนเป็นการเดินเท้าหรือขี่จักรยาน ให้ความคิดเห็นว่า ความจริงแล้วคนเรามีกิจกรรมทางกายในทุกๆ วัน และแต่ละวันสามารถเพิ่มกิจกรรมทางกายได้ เช่น แวะซื้อกาแฟ ก่อนไปทำธุระที่ไปรษณีย์แล้วไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าก่อนกลับบ้าน ซึ่งหากรวมระยะทางและการเคลื่อนไหวแล้วก็นับว่าเป็นการช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหวได้ไม่น้อย
จากผลวิจัยเหล่านี้ ทำให้เกิดเป็นภาพใหม่ขึ้นมาว่า นอกจากคนทุกคนจะต้องมีความตระหนักในการเพิ่มกิจกรรมทางกายของตนเองแล้ว ในภาคส่วนของรัฐบาล การพัฒนาระบบขนส่งให้เชื่อมต่อกัน การเข้าถึงระบบสาธารณะของแต่ละกลุ่มประชากร การปรับปรุงสภาพแวดล้อม ทั้งถนน ทางเท้า ให้เอื้อต่อการเดิน การปั่นจักรยาน ก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้นอย่างแท้จริงด้วยเช่นเดียวกัน
โดย ปานมณี