ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/249311

พสกนิกรทั่วไทยอาลัย เข้าถวายบังคมพระบรมศพเนืองแน่น (ประมวลภาพ)
19 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพว่า ในวันนี้เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง ได้เปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 04.35 เป็นกลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการที่นั่งรถวีลแชร์ได้เข้าเป็นชุดแรก ตามด้วยประชาชนทั่วไป เวลา 04.40 น. โดยมีประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เดินทางมารอเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพในหลวง ร.9 อย่างเนืองแน่น โดยสำนักพระราชวัง ได้นำภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขนาด พิมพ์ 4 สี 5 คูณ 7 นิ้ว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พสกนิกรนำกลับไปเป็นที่ระลึกพร้อมข้าว “พอเพียง” พระราชทานซึ่งเป็นข้าวพันธุ์ดีนำกลับไปเป็นขวัญข้าวด้วย

ด้านนางบัวนำ อุตเทพ อายุ 66 ปี อาชีพเกษตรกร ชาว ต.ช่อแล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ กล่าวภายหลังเข้ากราบบังคมพระบรมศพ ว่า ตนเหมารถตู้มาพร้อมกับเพื่อนๆ ในหมู่บ้านเดียวกัน ซึ่งออกเดินทางตั้งแต่เวลา 17.00 น. ของวันที่ 18 ธ.ค. มาถึงท้องสนามหลวงเวลา 04.00 น. ดีใจมากที่ได้เดินทางมากราบพระองค์ท่านในวันนี้ เพราะหากไม่มีในหลวง ร.9 ชาวบ้านยากจนก็คงจะไม่มีกินมีใช้อย่างเช่นทุกวันนี้ เมื่อปี 2529 เคยรับเสด็จในหลวง ร.9 ท่านเสด็จฯไปทรงเปิดเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เป็นเขื่อนที่สร้างขึ้นตามพระราชดำริของพระองค์ ทำให้ชาวบ้านแถวนั้นมีน้ำกินและน้ำใช้ทางการเกษตรและอยู่ดีกินดีขึ้น และยังช่วยให้น้ำไม่ท่วมบ้านอีกด้วย เพราะก่อนที่ยังไม่มีเขื่อนช่วงหน้าฝนน้ำจะท่วมขังทุกปี ที่ผ่านมาพวกเราก็ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์มาใช้ทางการเกษตรและในชีวิตประจำวันโดยการใช้จ่ายอย่างประหยัด”

ด้าน นางฐิติรัตน์ คงขวัญเมือง อายุ 48 ปี ชาว อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เดินทางมาพร้อมกับครอบครัวและเพื่อนบ้าน จำนวน 20 คน ด้วยรถตู้โดยสาร 2 คัน กล่าวว่า “เมื่อทราบข่าวว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชสวรรคต แทบไม่เชื่อว่าเป็นความจริง ต้องใช้เวลาอยู่นานถึงจะสามารถทำใจได้ เนื่องจากที่ผ่านมาก็ติดตามข่าวพระอาการประชวรของพระองค์มาโดยตลอด แต่ก็ไม่คาดคิดว่าพระองค์จะประชวรหนักมาก ถึงเหตุการณ์จะผ่านมา 2 เดือนกว่าแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกทำใจไม่ได้ การที่พระองค์ท่านไม่อยู่แล้ว ทำให้เหมือนชีวิตขาดสิ่งยึดเหนี่ยวใจ แต่ช่วงนี้ก็เริ่มรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง ที่ประเทศไทยมีพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เป็นศูนย์รวมจิตใจ ดิฉันรู้สึกว่าสิ่งที่พระองค์ได้ทรงงานหนักมากมาย ก็เปรียบได้กับการปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อให้ร่มเงาและผลแก่คนในประเทศ ต่อจากนี้ไปพระองค์ไม่อยู่แล้ว ก็เหลือแต่หน้าที่ของคนไทย ที่จะต้องช่วยกันดูแลรักษาและบำรุงต้นไม้นี้ให้คงอยู่สืบไป เพื่อให้คนรุ่นต่อๆ ไปยังได้ใช้ประโยชน์จากต้นไม้ที่พระองค์ทรงได้ริเริ่มไว้”

ขณะที่ นางวัลลภา นัมคนิสรณ์ อายุ 62 ปี กล่าวว่า ด้วยความที่ตนมีโรคประจำตัวและเจ็บป่วยมาโดยตลอดจึงคิดว่า ไม่น่าจะอยู่ทันทราบข่าวร้ายเช่นนี้ แต่พอทราบข่าวการสวรรคตของพระองค์ จึงรู้สึกทำใจไม่ได้อย่างมาก เพราะตลอดชีวิตที่เกิดมา ก็ได้ติดตามและเห็นข่าวของพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจและทรงงานมาโดยตลอด เพื่อให้คนไทยมีความผาสุขและอยู่ดีกินดี หากพูดถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน คงไม่สามารถพูดหมดได้ พระองค์ทรงตรากตรำงานหนัก มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมายตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ทรงครองราช เพื่อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ยอมรับว่ายังมีพระราชกรณียกิจอีกหลายอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อน และก็เพิ่งได้รับรู้ด้วยซ้ำ หลังจากที่สื่อมวลชนได้นำเสนอ ทั้งชีวิตเกิดมาก็คงไม่สามารถทดแทนพระคุณของพระองค์ท่านที่ทรงเมตตาต่อชาวไทยทุกคนได้”

ขณะที่ นางโดโรธี แวนเดอเวน อายุ 70 ปี นักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสที่เกิดประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเดินทางมาท่องเที่ยวและพักอยู่ที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นเวลา 6 เดือน กล่าวว่า ส่วนตัวรู้สึกรักและชอบเมืองไทยอยู่แล้ว เพราะเมืองไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่ ผู้คนเป็นมิตร และวันนี้ก็รู้สึกดีใจและภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เนื่องจากตนพอรับทราบถึงพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย อีกทั้งพระองค์ยังทรงงานหนักเพื่อให้คนไทยคุณภาพชีวิตอยู่ดีกินดีมากยิ่งขึ้น
“ดิฉันเกิดที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ซึ่งก็มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศเหมือนกัน รวมทั้งราชวงศ์ของประเทศเนเธอร์แลนด์ก็มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับราชวงศ์ไทย ทำให้ดิฉันรู้สึกว่ามีความผูกพันกับราชวงศ์ไทยไปด้วย เมื่อได้มีโอกาสมาถวายบังคมพระบรมศพพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย จึงรู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างมากที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มีโอกาสใกล้ชิดพระองค์ท่าน” นางแวนเดอเวน กล่าว

ด้าน นางแสงเดือน หิรัญพงษ์ อายุ 49 ปี กล่าวว่า วันนี้ตนมาถวายบังคมพระบรมศพกับครอบครัว โดยก่อนหน้านี้เคยมาคนเดียว 3 ครั้ง สิ่งที่ท่านทำให้ตนรักและเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือเกิดมาจนจำความได้ก็เห็นพระองค์ทรงงานหนักเพื่อประชาชนมาตลอด เมื่อตอนตนอายุ 8 ปี พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตน จึงได้มีโอกาสเฝ้าฯ รับเสด็จด้วย พ่อกับแม่ก็บอกให้ฟังว่าพระองค์เสด็จฯ มาทำอะไรบ้าง ตอนนั้นยังเด็กก็ไม่เข้าใจ แต่พอโตขึ้นก็ได้เห็นว่าหลังจากที่พระองค์เสด็จฯ มา บ้านเกิดของตนก็พัฒนาขึ้นมาก ทั้งการคมนาคมและระบบสาธารณูปโภค จากเมื่อก่อนมีสภาพทุรกันดาร ไม่มีถนน ไม่มีไฟฟ้า นอกจากนี้ พระองค์ยังเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรโบราณสถานที่ อ.เชียงแสน แล้วทรงมีรับสั่งให้บูรณะ จนขณะนี้ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ที่สำคัญคือเมื่อก่อนบนยอดดอยในภาคเหนือจะมีการปลูกฝิ่นกันมากจนเรียกว่าเป็นพื้นที่สีแดง แต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งโครงการหลวงขึ้น โดยให้ปลูกพืชที่เป็นประโยชน์ทดแทนและสร้างรายได้ก็ทำให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่นได้ จากการติดตามพระราชกรณียกิจต่างๆ ตนจะเห็นพระองค์เสด็จแปรพระราชฐานไปในสถานที่ที่ทรงทำโครงการไว้ เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน
“ครั้งสุดท้ายที่ดิฉันได้เฝ้าฯ รับเสด็จ คือที่ทุ่งมะขามหย่อง จ.พระนครศรีอยุธยา ในปี 2555 แม้ขณะนั้นพระองค์มีพระอาการประชวร แต่ยังเสด็จฯ มาเยี่ยมเยียนประชาชน ทำให้รู้สึกปลาบปลื้มใจมาก ทุกสิ่งที่พระองค์ทำได้ฝังอยู่ในใจดิฉันมาตลอด ดิฉันได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวันและสอนให้ลูกเดินตามรอยพระยุคลบาท” นางแสงเดือนกล่าวด้วยความตื้นตัน
















