ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/250854

ฟ้าแจ่มใสในดงสมุนไพร สมบัติของชาติที่กำลังจะกลับคืนมา
ไม่ว่าจะเป็นแผนแม่บท เป็น โรดแมป หรือเป็นอะไรก็ตามที่มีเป้าหมายเพื่อพัฒนา ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประเทศชาติให้ก้าวไปข้างหน้า ของรัฐบาล “ลุงตู่” พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ภาพโดยรวมดูจะมุ่งเน้นไปยังแนวคิดเพื่อ “ทำให้แผ่นดินไทย เป็นของประเทศไทย เพื่อคนไทยทั้งประเทศ” แบบเดียวกับว่าที่ประธานาธิบดีของอเมริกา ที่จะทำให้ ประเทศอเมริกา เพื่อคนอเมริกา เช่นกัน (สงสัยจะมาเอาแนวคิดของ ลุงตู่ไปใช้)
โครงการของการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทุกอย่างจึงโฟกัสไปที่ ความเป็นไทยและเพื่อคนไทย ซึ่งแน่นอนว่า หากโครงการทุกอย่างเดินไปพบกับความสำเร็จ “วีรบุรุษของชาติ”คงไม่พ้นคนชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แน่นอน ซึ่งแน่นอนว่า ทุกโครงการย่อมเต็มไปด้วยอุปสรรค และขวากหนามจากคนที่ ต้องสูญเสียผลประโยชน์ส่วนตัว ที่แฝงมารูปของนักการเมือง และผู้มีอิทธิพล
ขอย้อนกลับไปเมื่อ วันที่ 4 ตุลาคมพ.ศ.2599 ในวันนั้น คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบให้ผ่านแผนแม่บท ที่ว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 โดยมีสาระสำคัญของแผนแม่บท ระบุให้มีการจัดทำ “เมืองสมุนไพร” ขึ้นใน 4 ภูมิภาคของไทย เพื่อรักษาและพัฒนาสมุนไพรไทยให้ดำรงอยู่ และทำประโยชน์ให้กับคนไทยทั้งประเทศอย่างยั่งยืนเป็นสมบัติของชาติตลอดไป

การเกิดแผนแม่บทฉบับนี้ขึ้นมา เนื่องจาก แวดวงสมุนไพร ถูก คนไทยที่ไร้ศักดิ์ศรี พยายามที่จะยัดเยียดสมุนไพร ซึ่งเป็นมรดกของแผ่นดินไทย ให้กลายเป็นทรัพย์สินของคนต่างชาติ ด้วยการจดทะเบียนลิขสิทธิ์ ห้ามคนไทยนำออกมาใช้หรือบิดเบือนคุณสมบัติของสมุนไพรให้ด้อยค่า จนไม่เป็นที่สนใจของคนไทยที่หลงในคำโฆษณา ประชาสัมพันธ์ให้เข้าใจแบบผิดๆ แล้ว สมุนไพรทั้งหลายก็ถูกนำไปแปรรูปเป็นยา หรืออาหารเสริม ส่งเข้ามาขายให้กับคนไทยในราคาแพง พร้อมๆ กับภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนไทยในเรื่องของ การแพทย์แผนโบราณก็ค่อยๆ หายไปจากสังคมไทยรุ่นใหม่
หากไม่เป็นเพราะ พระปรีชาสามารถและการมองการณ์ไกลของ สมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเป็นผู้นำในการอนุรักษ์และส่งเสริม ภูมิปัญญาไทยในเรื่องของการแพทย์แผนโบราณที่จริงจังและต่อเนื่อง วันนี้ สมุนไพรอาจจะหายไปจาก จิตวิญญาณของคนไทยรุ่นใหม่แล้วก็เป็นได้
ในอดีตเมื่อย้อนหลังไป สามสิบสี่สิบปี หากใครได้สนทนากับ ภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่มีความรู้ในเรื่องของการนำสมุนไพรมาเป็นยารักษาโรคให้กับคนในชุมชน จะได้รับคำตอบว่า ในช่วงนั้น รัฐบาลแทบจะหาทางกำจัด สมุนไพรให้หมดไปจากแผ่นดินไทย แบบว่า ใครนำเอายาที่ทำจากสมุนไพรมาจำหน่าย หรือรักษาคนป่วยด้วยสมุนไพร จะกลายเป็นผู้ทำผิดกฎหมาย และคุณค่าของสมุนไพรที่มีประโยชน์จะถูกบิดเบือนว่า ไม่เป็นความจริง อย่านำมาใช้เพราะจะทำให้เกิดโทษกับร่างกาย การทำเช่นนี้ เป้าหมายมีเพียงอย่างเดียวคือ ต้องการให้สมุนไพรเป็นสมบัติเฉพาะตน ทั้งด้วยการขยายพันธุ์ และการเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ ซึ่งแน่นอนว่า คนขายชาติในตอนนั้น อยู่ภายใต้อำนาจของ “นักการเมือง”และผู้มีอิทธิพลในแวดวงราชการ

“เมื่อฝนหยุดตกท้องฟ้าย่อมแจ่มใส” ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อ ไส้เน่าๆ ของนักการเมือง(ที่เลว)ถูกตีแผ่ออกมาให้สังคมได้รับรู้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่จึงได้ตระหนักถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากนักการเมือง และผู้มีอิทธิพลการเรียกหา และทวงคืนสิ่งที่สูญเสียไปก็เริ่มปรากฏขึ้น และ “แผนพัฒนาสมุนไพรแห่งชาติ พ.ศ.2560-2564” คือ วันฟ้าใสของปวงชนชาวไทย
ในวันที่ 9 มกราคม 2560 ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ เป็นวันที่ “เมืองสมุนไพร” ในภาคตะวันออกจะปรากฏขึ้น ณ จังหวัดปราจีนบุรี เดินตามไทยแลนด์ 4.0 ด้วยยุทธศาสตร์ เมืองสมุนไพรภายใต้การดำเนินงานของ “โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร” โดยจะเปิด “บ้านเล่าเรื่อง เมืองสมุนไพรปราจีนบุรี”ให้ทุกคนเข้าชม ซึ่งสามารถเข้าชมได้ตั้งแต่วันนี้แล้ว และจะทำการเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 มกราคม 2560

นายแพทย์ จรัญ บุญฤทธิการ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอภัยภูเบศร เปิดเผยรายละเอียดให้ทราบว่า บ้านเล่าเรื่องเมืองสมุนไพรปราจีนบุรี จะบอกเล่าให้ทราบถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเมืองปราจีนบุรีที่อยู่ติดกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่ง อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งชีวภาพที่สำคัญๆ และ หลากหลายไปด้วยวัฒนธรรมประเพณีของชนหลายชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข โดยผู้ที่มาเยือนจะได้รับ ทั้งแหล่งเรียนรู้ และเพลิดเพลินไปกับแหล่งท่องเที่ยว จากกิจกรรมมากมายที่ได้จัดสรรไว้ให้ อาทิ การชิม และทำอาหารจากสมุนไพร การจับจ่ายหาซื้อ ตำรา และผลผลิตทางชีวภาพหลากหลายชนิด โดยนำเสนอด้วยเทคนิคทันสมัย ในรูปแบบของ แสง สี และเสียง ที่เชื่อมโยงกัน ทั้งในด้าน สันทนาการ และ สาระการเรียนรู้ อาทิ การใช้แสงสีม่วงของดอกอัญชัน ที่บ่งบอกให้ทราบถึง สารแอนโทรไซยานิน ที่มีคุณภาพในการต่อต้านอนุมูลอิสระ , สีแดงของ ฝาง ที่ช่วยบำรุงเลือด ,สีเหลืองของขมิ้นชัน ที่มีสาร เคอร์คูมินอยด์ ต้านการอักเสบ รวมถึง มีขนมขบเคี้ยวที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ อาทิ น้ำจากสมุนไพรชนิดต่างๆ ขนมขี้หนูจากใบคนทีสอ กุ้งฝอยทอดกับต้นเล็บครุฑ เป็นต้น
เมืองสมุนไพร ในโรงพยาบาลอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี จึงมิใช่เป็นสถานที่ให้สาระความรู้ในเรื่องพืชสมุนไพรเท่านั้น แต่ยังเป็นทั้งแหล่ง กินและเที่ยวของนักเดินทางทุกภาคส่วนด้วย
โดย ชนิตร ภู่กาญจน์